รู้จักโรคปอดบวมในเด็กเล็กหรือยัง?

รู้จักโรคปอดบวมในเด็กเล็กหรือยัง? (Mother & Care)

โรคปอดบวม

        โรคปอดบวม คือ อาการอักเสบ ที่เกิดขึ้นบริเวณเนื้อปอด หลอดลม ถุงลมต่างๆ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็กที่สำคัญ ข้อมูลการสำรวจขององค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ปี 2549 พบว่าโรคปอดบวม เป็นโรคที่ทำให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีเสียชีวิตในปีหนึ่งๆ มีจำนวนมากกว่า 2,000,000 คน/ปี Mother & Care จึงนำข้อมูลเรื่องสุขภาพของลูกน้อย ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้จัก รู้ทันและป้องกันการเจ็บป่วยมาบอกค่ะ

รู้จักอาการ
      
อาการเบื้องต้นมักเริ่มจากการมีน้ำมูกหรือมีไข้ ตัวร้อน คล้ายการเป็นไข้หวัดในเด็กเล็กทั่วไป แต่มีข้อสังเกตที่ต้องระวังกับอาการผิดปกติต่อไปนี้
     - ไข้สูง ไอ หายใจเหนื่อย
     - ไอมาก ลักษณะไอแห้งๆ หรือไอแบบมีเสมหะ
     – ได้ยินเสียงหายใจครืดคราด เนื่องจากมีเสมหะมากและเหนียว
     – ลูกหายใจเร็วกว่าปกติ (เด็กปกติจะมีอัตราการหายใจประมาณ 20-40 ครั้งต่อนาที)
     – มีอาการหอบเหนื่อย เวลาหายใจจมูกจะบาน ช่วงหน้าอกและท้องจะบุ๋ม
     - กินอาหารไม่เป็นปกติ มีอาการซึม
หากพบว่า ลูกน้อยมีอาการผิดปกติดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพาลูกไปหาคุณหมอโดยเร็ว เพื่อเข้ารับการรักษาให้ทันท่วงที
ความรุนแรงของโรคปอดบวม
        เกิดได้จากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อที่ร่างกายสามารถกำจัดออกได้ แต่หากเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดที่รุนแรง อาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลวหรือเสียชีวิตได้ ซึ่งพบว่า เชื้อนิวโมคอคคัสเป็นชื่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุใหญ่ ทำให้เกิดโรคปอดบวมและโรคติดเชื้อรุนแรง เช่นการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เกิดหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ หากลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด เยื่อหุ้มสมอง ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นกลุ่มโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงหรือที่เรียกว่า “ไอพีดี”

การวินิจฉัยโรค
        
ในเบื้องต้น จำเป็นต้องอาศัยประวัติ ข้อมูลอาการต่างๆ ของลูกน้อยจากคุณพ่อคุณแม่ ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยโรค ในรายที่เป็นไม่มากการใช้เครื่องมือฟังปอดอาจจะยังไม่ชัดเจน ต้องใช้วิธีเอกซเรย์ปอดช่วยวินิจฉัยด้วย ทั้งนี้ จะทำเฉพาะในรายที่คุณหมอเห็นสมควร และจำเป็นเท่านั้นค่ะ

การรักษา
• อาการไม่มาก สังเกตเสียงผิดปกติของปอดได้ ก็อาจใช้แค่ให้ยากินอย่างเดียว ไม่ต้องฉีดยา คุณหมออาจจะนัดฟังปอดอีกครั้ง
• หากสามารถเล่นและกินอาหารได้ดี แต่หายใจเร็วเล็กน้อย อาจฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อและรอดูอาการ และนัดฟังปอด เมื่ออาการดีขึ้นก็จะเปลี่ยนเป็นยากินแทน
• กรณีที่มีอาการเป็นมาก ไข้ไม่ลด ซึมลง จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพราะต้องให้ออกซิเจน และความชื้น ให้น้ำอย่างเพียงพอ และให้ยาทางหลอดเลือดดำ และอาจต้องเคาะปอดและดูดเอาเสมหะออก

การดูแลและป้องกันโรคปอดบวม

        สิ่งสำคัญ ในการดูแลลูกน้อยที่ป่วยเป็นโรคปอดบวม คือการปฏิบัติตามคำสั่งของคุณหมออย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาอีกครั้ง ทั้งนี้ โรคปอดบวมสามารถป้องกันได้ในเบื้องต้นโดย
- สร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ โดยให้ลูกกินนมแม่
- เมื่อไม่สบายเป็นไข้ ควรเช็ดตัว และให้ลูกดื่มน้ำให้มาก และให้ยาตามอาการ
- ดูแลเรื่องสุขอนามัย ความสะอาด ความอบอุ่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ช้อน แก้วน้ำ ของเล่น
- การรับวัคซีนป้องกันโรค เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ทั้งนี้ควรปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากคุณหมอก่อน

รู้ได้อย่างไร ว่าลูกแพ้นมวัว?

รู้ได้อย่างไร ว่าลูกแพ้นมวัว? (Mother & Care)

ลูกแพ้นมวัว

ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า “แพ้นม” กันมากขึ้น ซึ่งก็คือ การแพ้โปรตีนในนมวัวนั่นเอง อย่างไรก็ตาม อาการแพ้โปรตีนนมวัวส่วนใหญ่เป็นภาวะเพียงชั่วคราว อาการจะหายได้ หากเด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ทำไมถึงแพ้ 
           การได้รับนมผสมหรืออาหารอื่นๆ ที่ต่างจากนมแม่ที่เป็น โปรตีนแปลกปลอม อาจเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้อาหาร เนื่องจากโปรตีนแปลกปลอมเหล่านี้ไม่ถูกย่อยหรือทำลาย โดยเฉพาะเด็กวัย 4-6 เดือนแรก ที่เยื่อบุทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบน้ำย่อยต่างๆ ยังไม่แข็งแรง โปรตีนดังกล่าวจึงเข้าสู่ร่างกายได้มากเป็นเหตุให้เด็กเล็กๆ เกิดอาการแพ้โปรตีนนมวัวได้ง่าย

รู้ได้อย่างไรว่าแพ้
          การแพ้โปรตีนนมวัว เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยาก เนื่องจากช่วงแรกที่ดื่มยังไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา พอดื่มไปได้สักระยะจึงแสดงอาการ ทำให้พ่อแม่เข้าใจว่าเป็นโรคธรรมดาในเด็ก เพราะมีผื่นขึ้นตามใบหน้าเป็นลมพิษ ปากบวม บางครั้งถ่ายเป็นเลือดปนมูกท้องเสียเรื้อรัง หรือหวัดเรื้อรัง ในที่สุดลูกจึงป่วยโดยไม่จำเป็น ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และหากไม่แน่ใจกับอาการที่เกิดขึ้น ก็ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อทำการหาสาเหตุที่แท้จริง

แบบไหนเข้าข่าย…แพ้!
          อาการแพ้ของเด็กแต่ละคน อาจแสดงออกมาไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าในร่างกายของลูก ระบบไหนที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะเด็กคนไหนที่แพ้ง่าย มักมีประวัติ พ่อแม่หรือคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว (ไม่จำเป็นที่พ่อแม่ต้องเป็นคนที่แพ้อาหาร อาจจะเป็นโรคภูมิแพ้อย่างอื่น)

          อาการแพ้ที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก คือ ผื่นภูมิแพ้ ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณใบหน้าก่อน เป็นเม็ดเล็กๆ ที่ใบหน้า ตามศีรษะ หน้าผาก บางคนมีแค่ช่วงเดียวก็หายไปกลับมาเป็นใหม่ นอกจากบริเวณใบหน้าแล้ว อาจมีผื่นขึ้นที่ด้านนอกแขน ข้อศอก ข้อมือ หรือตามลำตัว ซึ่งเกิดขึ้นจากการอักเสบของผิวหนัง ถ้าเป็นมาก ก็มีน้ำเหลืองเยิ้มออกมา ในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย ผื่นแพ้จะไม่ขึ้นที่หน้าแล้ว จะขึ้นตามบริเวณที่มีรอยย่น เช่น คอ ข้อพับ ข้อศอก หลังเข่า

         การแพ้โปรตีนนมวัว ไม่ได้ออกผื่นอย่างเดียว บางคนท้องเสียถ่ายเป็นมูกเลือด ในกรณีที่เป็นมาก หรือหลังกินนมแล้วอาเจียนทุกครั้ง ร้องงอแงผิดปกติ ก็เป็นข้อบ่งชี้อาการที่ต้องสงสัยไว้ก่อน อีกระบบคือ ระบบทางเดินหายใจ พ่อแม่บางคนเข้าใจผิดคิดว่าลูกแพ้อากาศหรือเป็นหวัด เพราะลูกมีน้ำมูกไหลเรื้อรัง มีอาการหอบคล้ายหืด เด็กจะเหนื่อย หายใจเร็ว หน้าอกกระเพื่อม ถ้าเป็นมากๆ ก็ตัวเขียว เวลาหายใจก็มีเสียงวี้ดๆ เกิดจากหลอดลมตีบเดิมทีเวลาหายใจเข้า-ออกก็ทำได้เต็มที่ แต่พอหลอดลมตีบออกซิเจนเข้าไปไม่พอ เด็กก็จะพยายามหายใจให้เร็วขึ้น แล้วหลอดลมซึ่งมีรูเล็ก ก็ทำให้เกิดเสียงเวลาหายใจได้

          เด็กเล็กที่แพ้โปรตีนนมวัว อาการที่แสดงอาจไม่แน่เสมอไปว่าจะปรากฏให้เห็นเมื่อไหร่ อาจเกิดอย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมงหลังการกินนมวัว แต่บางครั้งอาการก็เกิดหลังจากการกินนมวัวภายใน 48 ชั่วโมง อาการแพ้นมวัว จะดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อลูกโตขึ้น หากได้รับการรักษาที่เหมาะสม

      สิ่งสำคัญในการดูแลเด็กเล็ก คือ การหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้และกินนมแม่ให้นานที่สุด เพื่อจะช่วยการป้องกัน ลดอาการแพ้โปรตีนนมวัว แต่ก็มีส่วนน้อยเท่านั้น ที่พบว่า เด็กที่กินนมแม่อยู่ดีๆ ก็มีโอกาสแพ้โปรตีนนมวัว นั่นเป็นเพราะแม่ดื่มนม โปรตีนที่อยู่ในนมวัวผ่านมาทางน้ำนมแม่

ฉันท้องแล้ววววววววว

    ประจำเดือนขาดหาย… 2 ขีดขึ้นบนแท่งทดสอบ…  ฉันท้องแล้ววววววววว…

นอกจากการบอกข่าวดีนี้ให้ว่าที่คุณพ่อ และญาติสนิทมิตรสหายได้รับรู้และร่วมยินดี มีเรื่องอะไรที่ฉันต้องรีบทำเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่

เรื่องที่ต้องทำเป็นอันดับแรกนั้นก็คือ…ไปฝากครรภ์ยังไงล่ะคะ

        ไม่ต้องรอให้ครบ 2 หรือ 3 เดือน ไม่ต้องรอทดสอบด้วยตัวเองหลายๆ ครั้ง เพื่อให้มั่นใจก่อน สงสัยว่าตั้งครรภ์เมื่อไหร่ก็จูงมือว่าที่คุณพ่อไปพบสูตินรีแพทย์ได้เลย เพราะการพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อย จะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยได้มากกว่าการไปฝากครรภ์เมื่ออายุครรภ์มากแล้ว เรียกว่ามีอะไรน่าสงสัยจะได้ป้องกันแก้ไขได้ทันท่วงทียังไงล่ะ

ฝากครรภ์

ฝากครรภ์

ฝากครรภ์…ทำกันยังไง?

       ก่อนอื่นคุณหมอจะทำการตรวจปัสสาวะทดสอบให้แน่ใจว่าคุณตั้งครรภ์แล้วจริงๆ และจะถามคำถามเกี่ยวกับสุขภาพโดยทั่วไป เช่น ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดีมั้ย? มีโรคประจำตัวหรือเปล่า? ตั้งครรภ์นี้เป็นครรภ์ที่เท่าไหร่? เคยแท้งบุตรหรือไม่? ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ คุณหมอจะนำมาประกอบการดูแลคุณแม่ ตลอดช่วงการตั้งครรภ์ค่ะ

         หากคุณหมอถามคำถามที่ทำให้คุณแปลกใจ ว่าเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตรงไหน อย่างถามว่า คุณใส่รองเท้าเบอร์อะไร? ก็อย่าสงสัยไปเลยค่ะ เพราะคุณหมอจะสามารถกะขนาดของกระดูกเชิงกรานของคุณ เพื่อวางแผนการคลอดได้จากขนาดของรองเท้านี่แหละ

        แล้วคุณหมอก็จะชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูง เพื่อแนะนำเรื่องโภชนาการ หากคุณแม่มีน้ำหนักมากอยู่แล้ว คุณหมอจะแนะนำให้ควบคุมน้ำหนัก โดยรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง แต่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตต่ำ จากนั้นก็จะทำการวัดความดันโลหิต, ตรวจเลือดหาเชื้อซิฟิลิส, เอชไอวี, ไวรัสตับอักเสบ, ดูความสมบูรณ์ของเลือด, หมู่เลือด, ตรวจการทำงานของหัวใจ, ปอด, ตรวจปัสสาวะ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตรวจในครั้งต่อไป

        นอกจากนั้นอาจจะมีการตรวจลักษณะภายนอกของท้องเพื่อเช็คดูขนาดของมดลูก บางรายอาจต้องตรวจเต้านม และตรวจภายในด้วย

         กรณีที่แม่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น คุณแม่อายุเกิน 35 ปี หรือมีโรคประจำตัวบางอย่างที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ก็จะมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม

         จุดมุ่งหมายในการฝากครรภ์นั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่และทารกในครรภ์จะมีสุขภาพดี แข็งแรงตลอดการตั้งครรภ์ การฝากครรภ์จึงมีความสำคัญมากสำหรับคุณแม่ เพราะหากมีปัญหาหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในระหว่างนั้น คุณแม่จะได้รีบปรึกษาคุณหมอและเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที

        ดังนั้น อย่ามัวรีรอ ไปพบแพทย์เพื่อตรวจและฝากครรภ์ทันทีที่สงสัยว่าตั้งครรภ์ หรืออย่างช้าไม่ควรเกิน 3 เดือนหลังจากประจำเดือนขาดหายไปนะคะ

Did You Know?

        การใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์นั้นควรทดสอบกับปัสสาวะตอนเช้า เพราะจะมีระดับฮอร์โมนที่เข้มข้น และควรใช้ช่วงกลางของปัสสาวะ ชุดทดสอบส่วนมากจะมีความแม่นยำมากเมื่อคุณตั้งครรภ์ 2 สัปดาห์ขึ้นไป

การใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ วิธีการใช้มี ดังนี้

1. จุ่มแถบทดสอบลงในถาดปัสสาวะ ประมาณ 30 นาที
2. นำแถบวางพาดบนถาดใส่ปัสสาวะ หรือวางบนพื้นราบๆ รอประมาณ 3 นาที
3. ถ้าปรากฏแถบสีชมพูขึ้นเพียงขีดเดียวแสดงว่าไม่ตั้งครรภ์ แต่ถ้าแถบสีชมพูขึ้น 2 ขีด ล่ะก็ เตรียมตัวไปฝากครรภ์ได้เลยค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
แม่และเด็ก ฉบับเดือนมิถุนายน 2552

ฝึกหายใจ เรื่องสำคัญก่อนคลอด

ฝึกหายใจ เรื่องสำคัญก่อนคลอด

สำคัญก่อนคลอด

           การหายใจระหว่างคลอดถือเป็นลมหายใจที่แบ่งปันจากแม่สู่ลูก เพราะทุกลมหายใจของแม่ คือ การส่งความรัก ความห่วงใย อาหารและอากาศไปให้ลูก พ่อแม่ต้องตั้งสติร่วมกัน อย่าปล่อยให้ความกลัว ความวิตกและขาดสติมาบดบังครอบงำด้วยการฝึกฝนเพื่อถึอเอาเทคนิคดีๆ ที่เราทุกคนทำได้ กลับไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอทั้งก่อนและหลังคลอด ทำความเข้าใจก่อนฝึกก่อนถึงขั้นตอนการฝึกหายใจ ขอทำความเข้าใจกับว่าที่คุณแม่ที่อ่านก่อนว่า

        อาการตกใจและกลัวความเจ็บปวดเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องทบทวนกันว่าควรจะมีท่าทีตอบสนองความวิตกหรือความเจ็บปวดนั้นอย่างไร เพื่อที่จะไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลงไป และทำให้เรารู้สึกดีขึ้น รู้สึกปลอดภัยแล้วช่วยให้การคลอดดำเนินไปอย่างปกติ

         การเจ็บท้องคลอดเป็นอาการปกติที่บอกให้เรารู้ว่าลูกพร้อมแล้วที่จะออกมาพบคุณพ่อคุณแม่ การเจ็บคลอดจะเริ่มต้นทีละน้อย แล้วค่อยๆ มีมากขึ้นเมื่อใกล้คลอดตามจังหวะการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกเพื่อเปิดปากมดลูก โดยมีระยะพักเป็นช่วงๆ จนกระทั่งคุณแม่คลอดเสร็จ อาการเจ็บคลอดก็จะหายไปทันที

          กระบวนการนี้มีคู่กับสิ่งมีชีวิตนับตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกและตั้งแต่มีสิ่งมีชีวิตขึ้นมาที่สำคัญที่สุดก็คือว่า อาการเจ็บนี้ช่วยให้เกิดการเตรียมตัวอย่างเหมาะสม ทั้งยังให้เวลาในการปรับตัว เพราะการหดตัวจะเริ่มทีละน้อย และมีระยะพักนานในช่วงแรก เพื่อให้ว่าที่คุณแม่ได้ตั้งสติให้รับรู้การหดตัวของมดลูกซึ่งเริ่มพัฒนาไปจนกระทั่งลูกคลอด

         การหายใจในระหว่างการคลอด เป็นการรับออกซิเจนเพื่อสุขภาพของแม่และลูกและการหายใจตามปกติดีเพียงพอสำหรับการรับออกซิเจนอย่างเต็มที่ระหว่างการคลอด เทคนิคการหายใจแบบอื่นคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเวลาสติแตก เกิดการกลั้นหายใจ ร้องโวยวายเลยหายใจไม่ออกหรือหายใจสั้นๆ ซึ่งการหายใจที่กล่าวมาจะทำให้การระบายคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ดีพอจนอาจเป็นผลเสียกับทั้งแม่และลูก

        เมื่อเจ็บคลอด หรือตกใจ พยายามควบคุมตนเองเพื่อให้หายใจตามปกติ อันนี้แหละยาก ระลึกไว้เสมอว่า “สติมาปัญญาเกิด สติไม่มาปัญญาเตลิด” ฝึกหายใจให้พร้อมก่อนคลอด ที่จริงแล้วการหายใจระหว่างคลอดเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่คุณแม่บางคนไม่รู้วิธีหรือไม่ใส่ใจ เพราะจะนั้นมาเริ่มต้นฝึกกันตั้งแต่วันนี้ดีกว่าค่ะ

สำหรับท่าที่ 1-2 คุณแม่ใช้ได้ตั้งแต่เริ่มเจ็บคลอด ระหว่างมีมดลูกหดตัว หรือเวลาที่รู้สึกวิตกกังวล ลองฝึกดูนะคะ

        1. สำหรับคนที่ท้องอ่อนๆ ให้นอนหงายไม่ต้องหนุนหมอนวางแขนข้างลำตัวหายใจเข้าให้ท้องป่อง หายใจออก ให้ท้องแฟบ ทำช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน แต่ถ้าท้องโตนอนหงายแล้วอึดอัด ก็ขยับเป็นนอนตะแคงได้ค่ะ

        2. นั่งพิงเบาะสบายๆ ปล่อยแขนข้างตัว หายใจเข้าแล้ว ผ่อนลมหายใจออกอย่างอ่อนโยน ไม่เร่งรีบ ปล่อยไหล่และกล้ามเนื้อต้นคอผ่อนคลายในทุกจังหวะ ของการหายใจเข้าออก

        3. ลองใช้วิธีการลูบหน้าท้องเบาๆ พร้อมกับการหายใจเข้าทางจมูกและผ่อนลมหายใจออกหรือเป่าลมออกทางปากช้าๆ ทำซ้ำหลายๆ ครั้งจะพบว่าสบายตัวขึ้น ทนได้ดีขึ้น

       4. การฝึกการหายใจให้ยาวขึ้น คือการหายใจเข้าแล้วเป่าลมหายใจออกทางปากช้าๆ โดยเป่าลมใส่ปลายนิ้วมือที่ยกขึ้นมาให้ห่างจากปากสัก 1 ฝ่ามือและให้รู้สึกถึงลมที่เป่า อย่างสม่ำเสมอเวลาหายใจออก ก็ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้

       5. ถ้ากำลังคิดว่าการร้องออกเสียง อาจช่วยลดการปวดลองมาหายใจช้าๆ เอามือปิดปากแล้ว ทำเสียง “โอม…” ในจังหวะหายใจออก คุณแม่จะพบพลังที่ซ่อนในอยู่ในตัว เทคนิคนี้คุณแม่สามารถเอามาใช้เวลาที่จะเบ่งคลอดในจังหวะเบ่งเมื่อมดลูกหดตัวค่ะ

แผลผ่าคลอด ตามยาวหรือตามขวางดี?

แผลผ่าคลอด : ตามยาวหรือตามขวางดี?

          พูดถึงเรื่องผ่าตัดเป็นใครก็คงต้องกลัว นึกถึงภาพที่หมอกำลังล้วงควักตัดเย็บอะไรอยู่ในท้องของเราแค่คิดก็รู้สึกเสียวไส้แล้ว แต่ในที่สุดบางทีเมื่อถึงคราวแล้วมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณแม่หลายคนก็มีเหตุที่จะต้องคลอดโดยการผ่าตัดคลอด แล้วถ้าหากจำเป็นต้องผ่าตัดคลอดเราสามารถมีทางเลือกอะไรได้บ้างล่ะ

ผ่าคลอด
           การผ่าตัดคลอดหรือที่หมอเขาเรียกกันว่า ซีซาเรี่ยน เช็กชั่น (Cesarean Section) ดูๆ แล้วก็น่าจะผ่าเหมือนๆ กันหมด ใครๆ ต่างก็เข้าใจว่าผ่าตัดคลอดที่ไหนๆ ก็ผ่าแบบเดียวกัน ตอนจบออกมาจากห้องผ่าตัดลูกที่เคยอยู่ข้างในตอนนี้ก็ผ่าออกมาอยู่ข้างนอกเป็นที่เรียบร้อย มีแผลผ่าตัดปิดพลาสเตอร์เรียบร้อยที่หน้าท้อง ตอนผ่าจะผ่าแบบไหน วิธีไหน ใครจะไปอยากรู้ล่ะ ยังไงก็มองไม่เห็นอยู่แล้ว เพราะตอนผ่าก็จะมีผ้ากั้น หรือบางทีมีผ้ามาผูกปิดตาอีกต่างหากแต่ที่จริงแล้วการผ่าตัดคลอดมีวิธีหลากหลายมาก ข้างนอกก็มีบ้างที่ผ่าแนวตั้ง บ้างก็ผ่าแนวขวาง ส่วนข้างในที่มดลูกก็มีทั้งแผลแนวตั้งกับแผลแนวขวาง แล้วแต่ยุคสมัย ความชำนาญของหมอแต่ละคน หรือความเหมาะสมทางการแพทย์ในคนไข้แต่ละคน จนถึงทุกวันนี้วิธีการผ่าตัดด้านในก็ดูจะเหมือนๆ กัน จะมีบ้างที่หมอบางท่านอาจจะเย็บมดลูกชั้นเดียว แต่บางท่านเย็บสองชั้น ส่วนแผลหน้าท้องข้างนอกก็มีแค่สองแบบคือผ่าตามยาวกับผ่าตามแนวขวาง

            การผ่าตัดคลอดเป็นการผ่าตัดที่โบราณเก่าแก่ที่สุด มากกว่าการผ่าตัดใดๆ ในโลกนี้ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่ามีการผ่าตัดคลอดกันมาตั้งแต่ 800 ปีก่อนคริสตกาล ที่ได้ชื่อว่า ซีซาเรี่ยน ก็เพราะว่ามีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโรมัน ชื่อ Lex Cesarea อีตาคนนี้แกก็ออกกฎหมายมาว่า หากสตรีตั้งครรภ์เสียชีวิตจะต้องผ่าท้องเอาเด็กออกมาฝังแยกกับแม่เสมอ จะด้วยเหตุผลใดก็ไม่มีใครทราบ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเรียกการผ่าตัดนี้ว่า Cesarean จากนั้นเอง ก็เลยเอามาลองผ่ากับคนท้องที่มีชีวิต แต่สุดท้ายผ่าแล้วตายมากกว่าครึ่งจากการเสียเลือดกับการติดเชื้อโรคดีที่เราเกิดมาสมัยนี้ที่การแพทย์เจริญก้าวหน้า มีการพัฒนาวิธีการผ่าตัดจนแทบไม่มีใครเสียชีวิตจากการผ่าตัดคลอดเลยแล้วตั้งแต่เมื่อสองพันแปดร้อยปีที่ผ่านมาจนถึงไม่กี่สิบปีนี้เอง การผ่าตัดคลอดจะผ่าหน้าท้องตามยาว!!! เมื่อก่อนผ่าตามยาวก็ไม่มีใครว่าไม่มีใครบ่นสักคนว่าแผลไม่สวย เพราะใครๆ เขาก็ผ่าตามยาวกันทั้งนั้น แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีหมอแถวๆ แคว้นบาวาเรีย ทางใต้ของเยอรมัน แกผ่าท้องคลอดแนวตั้งอยู่ทุกวันจนเซ็ง อีกทั้งเวลาไปทะเลว่ายน้ำอาบแดด ฝรั่งเขาใส่ชุดว่ายน้ำทูพืชกัน มีข้างบนชิ้น ข้างล่างอีกชิ้น จะผ้าชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ก็แล้วแต่ขนาดแต่ละคนแกก็นั่งดูแล้วก็คงเซ็งตัวเองที่ผู้หญิงสวยๆ ใส่ชุดว่ายน้ำดูเซ็กซี่ แต่กลับมีรอยแผลผ่าตัดแนวตามยาวเกะกะลูกตากันเป็นแถว ที่สำคัญก็เป็นฝีมือแกทั้งนั้น สุดท้ายไปนั่งคิดนอนคิดอยู่สามสี่วัน แกก็เลยคิดวิธีการผ่าตัดแนวขวางขึ้นมา รอยแผลจะอยู่ได้แนวบิกีนี่ ถ้าไม่ถอดกางเกงในก็คงไม่มีใครมองเห็นตั้งแต่นั้นแผลผ่าตัดตามแนวขวางก็เริ่มเป็นที่นิยม เลยเรียกแผลแบบนี้ว่า Pfannenstiel (แฟนเน่นสตีล) ตามชื่อของหมอคนนี้เสียเลย…คนอะไรชื่ออ่านยากซะมัด

             แผลแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป หมอแต่ละคนก็ชำนาญแผลแต่ละแบบแตกต่างกันไป โรงพยาบาลแต่ละแห่งก็มีนโยบายสำหรับการผ่าตัดแตกต่างกันไป เอาเป็นว่ามารู้จักแผลแต่ละแบบกันดีกว่า

แผลผ่าตามยาว
                ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าผ่าในแนวยาว รอยแผลจะเริ่มตั้งแต่ใต้สะดือลงมาจนถึงหัวหน่าว ผ่านชั้นไขมันชั้นกล้ามเนื้อ เยื่อบุช่องท้องในแนวตามยาวทั้งหมด ข้อดีของการผ่าแบบนี้ก็คือ ผ่าง่าย ผ่าเร็ว ใช้เวลาน้อย เสียเลือดน้อยเปิดแผลได้กว้างทำอะไรข้างในได้สะดวก ถ้าผ่าแล้วแผลเล็กไปก็สามารถขยายแผลอ้อมสะดือขึ้นไปได้อีก อะไรก็ดูง่ายไปหมด ข้อเสียที่เห็นชัดๆ ก็คือมันเห็นชัดเกินไปดูแล้วไม่สวยงาม ยิ่งถ้าเป็นแผลเป็นดันนูนขึ้นมาอีก ดูแล้วจะเหมือนมีไส้เดือนยักษ์เลื้อยขึ้นมาจากกางเกงในเลย เห็นแล้วสยองหมดอารมณ์ไปเลย ถ้าไม่นับเรื่องความสวยความงามแล้วล่ะก็การผ่าตัดในแนวยาวก็ย่อมต้องดีกว่าการผ่าแนวขวางอยู่แล้ว

แผลผ่าในแนวขวาง
               แนวแผลภายนอกจะอยู่เหนือแนวขนหัวหน่าวตามรอยขอบกางเกงใน ถ้าผ่าตัดคลอดปกติแผลจะยาวประมาณ 10-12 ซม. ลึกลงไปชั้นไขมันก็จะผ่าตามแนวขวาง พอถึงขั้นกล้ามเนื้อกลับเปลี่ยนมาผ่าในแนวตั้งเยื่อบุช่องท้องก็ผ่าตามแนวตั้ง พอถึงตัวมดลูกก็ผ่าตามแนวขวางอีกที การผ่าตัดคลอดตามขวางก็เลยดูแข็งแรงกว่าแผลตามยาว เพราะแนวของแผลในแต่ละชั้นจะแตกต่างกัน เหมือนปิดฝากล่องกระดาษที่สลับไปสลับมา ขณะที่แผลตามยาวแผลทุกชั้นจะอยู่ในแนวเดียวกัน ถ้าแผลแยกก็จะแยกหมด แต่การผ่าในแนวขวางก็จะเสียเวลามากกว่า เสียเลือดมากกว่าต้องใช้ความชำนาญมากกว่า เปิดแผลไม่ได้กว้างนัก ทำอะไรข้างในก็ลำบาก แถมขยายแผลกว้างสุดๆ ได้ไม่เกิน 14 ซม. สรุปแล้วแผลแนวขวางก็ดีกว่าในแง่ของความสวยงามกับความแข็งแรง นอกนั้นก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าแผลตามแนวตั้งเลย

              ในต่างประเทศก็พบว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย เช่น ประเทศทางแถบยุโรปก็มักจะผ่าในแนวขวางเป็นส่วนใหญ่ฝรั่งพวกนี้เขาชอบใส่ชุดว่ายน้ำสวยๆ อาบแดดกันอยู่แล้ว ชอบโชว์สัดส่วนเรือนร่าง เพราะเขาถือว่าเป็นสิ่งสวยงาม ถ้าต้องผ่าตัดก็ขอให้ดูดีที่สุดเอาไว้ก่อน ส่วนประเทศที่พัฒนาน้อยๆ หน่อย ประชาชนไม่มีทางเลือกอะไรมากมายก็จะยังผ่าตัดในแนวตั้งเป็นส่วนใหญ่ สงสัยว่าวันหลังคงต้องเอาลักษณะของแผลผ่าตัดคลอดมาเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญของประเทศไทยด้วยก็คงจะดี

             ถึงเวลาที่จะต้องโดนผ่าตัดจริงๆ ถ้าถามตัวคุณแม่เองว่าอยากให้หมอผ่ายังไง ผู้หญิงเรายังไงก็ต้องเอาที่มันสวยงามไว้ก่อนแหละครับ ทุกคนก็จะอยากให้ผ่าตัดตามแนวขวาง ส่วนใหญ่แล้วในโรงพยาบาลเอกชนก็มักจะผ่าในแนวขวาง ส่วนในโรงพยาบาลของรัฐฯ ก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละที่ เพราะการผ่าแบบขวางนั้นจะเสียเวลามากกว่า เสียเลือดมากกว่ามีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่า บางที่จึงอาจให้ผ่าในแนวตั้งอย่างเดียว แต่เข้าใจว่าหากบอกคุณหมอไว้ก่อน ถ้าไม่ลำบากหรือมีข้อห้ามอะไร คุณหมอก็อาจจะผ่าแนวขวางให้คุณแม่สวยโชว์สะดือได้สมใจครับ แล้วเท่าที่สังเกตคุณหมอหนุ่มๆ หรือรุ่นกลางๆ ก็มักจะผ่าในแนวขวางมากกว่าคุณหมอที่มีอายุมากๆ เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น หากคุณแม่ไม่แน่ใจก็ลองสอบถามคุณหมอก่อนผ่าก็ดีเหมือนกัน เดี๋ยวแผลออกมาไม่ได้ดั่งใจแล้วก็จะไม่สามารถลบรอยแผลแนวตั้งอออกแล้วผ่าแนวขวางใหม่ได้ คุยกันให้เรียบร้อยจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นทีหลัง!!

              นอกจากนั้นในบางสถานการณ์ เช่น ภาวะทารกในครรภ์กำลังขาดออกซิเจน ภาวะรกเกาะต่ำที่กำลังมีเลือดออกมากๆ ภาวะสายสะดือย้อย หรืออะไรก็ตามที่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ สถานการณ์อย่างนี้คุณหมอก็มักจะผ่าตัดคลอดในแนวตั้ง เพราะสามารถช่วยเหลือทารกในครรภ์ได้อย่างรวดเร็ว บางทีใช้เวลาแค่ 3-5 นาทีเด็กก็คลอดออกมาเรียบร้อยแล้วเรื่องอย่างนี้ขอให้ทุกชีวิตปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดีที่สุด เรื่องความสวยงามถือเป็นเรื่องรอง

              สุดท้ายก็อยากบอกว่าโดยมากแล้วคุณแม่มักจะนึกถึงความสวยงาม ส่วนหมอก็มักคิดถึงความง่ายกับความปลอดภัย ถ้าจะให้ดีไม่มีปัญหาทีหลัง ถามคุณหมอตอนใกล้คลอดหรือเมื่อรู้ตัวว่าต้องผ่าคลอดไปเลยว่า หมอจะผ่าแบบไหน แล้วเราชอบแบบไหน ถ้าไม่ยากเย็นอะไรหมอก็คงไม่ขัดใจอยู่แล้วครับ

อาหารเพิ่มน้ำหนักลูก

อาหารเพิ่มน้ำหนักลูก

คำถาม
           ลูกสาวอายุ 1 ขวบ 20 วัน น้ำหนักแรกคลอด 3,143 กรัม ปัจจุบันน้ำหนัก 7.8 กิโลกรัม ก่อนหน้านี้หนัก 8.5 กิโลกรัม แต่ป่วยเป็นโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบมาประมาณ 1 อาทิตย์ ทำให้น้ำหนักลดลง ซึ่งเดิมน้ำหนักก็น้อยอยู่แล้ว มาป่วยทำให้ถ่ายและอาเจียน ทานข้าวไม่ได้ ปัจจุบันทานนมแม่ กลางวันจะทานจากขวดนม วันละไม่เกิน 8 ออนซ์ กลางคืนจะทานจากแม่ ข้าวทานวันละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ ต้องการเพิ่มน้ำหนักจะทำอย่างไรดีคะ

คำตอบ
          
รอให้ถ่ายเหลวหายสนิท กลับมาทานอาหารตามธรรมดาก่อน แล้วจึงค่อยปรับลดนมขวดลง ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าทานนม 8 ออนซ์กี่มื้อ ถ้าวันละ 2-3 มื้อ ก็ถือว่ามากแล้ว ลดนมลงได้เลย ให้อาหารที่มีแคลอรีเพิ่มขึ้น นม 8 ออนซ์ 2-3 มื้อนั้น อาจเปลี่ยนเป็นนมที่ให้พลังงานมากขึ้น เช่น พีเดียชัวร์ ข้าวต้มอาจมีกระเทียมเจียวปนมากขึ้น ไข่เจียวน้ำมันมากขึ้น เป็นต้นครับ ไม่แนะนำวิตามิน หรืออาหารเสริมใดๆ ถ้าไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าขาดครับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์
ฉบับวันที่ 14 ตุลาคม 2551
คอลัมน์ ถามตอบปัญหาสุขภาพ
นพ.ชัยสิทธิ์ แสงทวีสิน กุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก)
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

คลอดเอง VS ผ่าคลอด

คลอดเอง VS ผ่าคลอด (รักลูก)

คลอดเอง VS ผ่าคลอด

          ช่วงเวลาใกล้คลอดถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สำคัญของคุณแม่ทุกคน เพราะการคลอดนั้นนอกจากจะเกี่ยวพันถึงสุขภาพของลูกที่จะเกิดมา ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพของคุณแม่ด้วย ดังนั้นการจะคลอดด้วยวิธีไหน จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่ควรให้ความสำคัญค่ะ

1. คลอดแบบไหนเจ็บกว่ากัน?
คลองเอง
         
มองเผินๆ อาจจะดูเหมือนว่าเจ็บกว่าค่ะ แต่จริงๆ แล้วการคลอดเองนั้นจะเกิดความเจ็บปวดเฉพาะในขณะคลอด แต่ก็เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ และจะทุเลาได้จากยาแก้ปวด การบล็อกหลัง และแผลจากการคลอดเองก็เล็กมากด้วย
ผ่าคลอด
         
ขณะคลอดจะไม่เจ็บเลย เพราะฤทธิ์ของยาสลบหรือการบล็อกหลัง แต่หลังจากคลอดเสร็จเมื่อหมดฤทธิ์ยาชาคุณแม่จะรู้สึกเจ็บปวดทรมาน ยิ่งกว่าคลอดเอง โดยจะเจ็บแผลผ่าตัดมากในวันแรกๆ และยังมีแบบเจ็บน้อยๆ อีก ซึ่งกินเวลาเป็นเดือน (เจ็บน้อยๆ คือช่วงที่แผลผ่าตัดยังอยู่ที่หน้าท้อง เย็บติดเรียบร้อยแล้ว แต่กำลังมีการประสานกันของแผล) เวลาที่คุณแม่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจะทำกิจวัตรประจำวัน หากขยับแถวหน้าท้องก็จะไปรั้งเอาแผลผ่าตัดให้เคลื่อนด้วย ทำให้รู้สึกเจ็บ รวมทั้งเวลาอุ้มและให้นมลูก ซึ่งต้องวางตรงหน้าท้อง ก็จะทำให้เจ็บได้ค่ะ

2. ผลดีและผลเสียต่อสุขภาพของลูกเป็นอย่างไร?
คลอดเอง
            
วิธีที่ใกล้เคียงธรรมชาติจะดีและปลอดภัยที่สุด เด็กที่คลอดเองเมื่อครบกำหนด เด็กจะคลอดผ่านทางช่องคลอดซึ่งเป็นช่องแคบๆ ที่จะรีดน้ำในช่องปอดออกจนแห้ง รวมทั้งน้ำคร่ำที่อยู่ในกระเพาะอาหารด้วย แล้วเมื่อลอดช่องคลอดออกมาได้ ก็จะดีกับเด็กเวลาที่เขาหายใจ คือจะหายใจได้เต็มร้อย ปอดขยายเต็มที่ และร้องได้เสียงดัง ดูดนมได้เก่งเพราะในน้ำคร่ำถูกรีดออกไปแล้ว
          นอกจากนี้เด็กที่คลอดเองจะได้รับแบคทีเรียทางช่องคลอดของแม่เข้าไป ซึ่งแบคทีเรียจะไปสร้างภูมิต้านทานป้องกันโรคภูมิแพ้แก่เด็ก ซึ่งเด็กที่ผ่าคลอดจะไม่มีโอกาสได้รับแบคทีเรียจากช่องคลอด และมีโอกาสเป็นภูมิแพ้สูงกว่าด้วย
ผ่าคลอด
          
เรื่องสุขภาพจะสู้เด็กที่คลอดเองไม่ได้ เพราะปอดของลูกจะขยายได้ไม่เต็มร้อย เนื่องจากไม่ได้มีการรีดน้ำคร่ำออกระหว่างการคลอด พิสูจน์ได้จากการนำเด็กไปเอ็กซเรย์ จะพบน้ำที่ค้างอยู่ในปอดจำนวนหนึ่ง เด็กที่ผ่าคลอดจะดูดนมไม่เก่งเพราะในกระเพาะจะมีน้ำคร่ำอยู่มาก หากมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบหรือคลอดก่อนกำหนด จะทำให้หายใจไม่แข็งแรง เด็กที่ผ่าคลอดจะอาการแย่กว่าเด็กที่คลอดเองค่ะ

3. ความรู้สึกของการคลอดเอง และผ่าตัดคลอดต่างกันหรือไม่?
คลอดเอง
            
การคลอดเองนั้นเป็นความรู้สึกภูมิใจที่ได้เบ่งคลอด เป็นความเจ็บปวดบนความสุข เพราะพอคลอดแล้วจะได้กอดลูกเลยทันทีเป็นคนแรก แถมยังเข้าใจถึงความรู้สึกของแม่ทำให้เรารักแม่มากขึ้นด้วย
ผ่าคลอด
           
คุณแม่จะไม่มีโอกาสได้อุ้มลูก เพราะต้องดมยาสลบ แต่ถ้าบล็อกหลังอาจจะได้มอง แต่อาจจะไม่มีโอกาสได้กอดลูก เมื่อแรกเกิด เพราะหน้าอกถูกคลุมไว้ แขนขาถูกมัดไว้หมด อยากจะกอดลูกก็ทำไม่ได้ ได้แค่มองดูลูกเฉยๆ

4. คลอดแบบไหน ปลอดภัยมากกว่ากัน?
คลอดเอง
            
ถ้าการตั้งครรภ์ของคุณแม่ปกติดี ไม่มีปัญหาอะไร การคลอดเองก็จะมีความปลอดภัยสูงค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีคุณหมอและทีมเตรียมพร้อมอยู่ในห้องคลอดแล้ว เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์พร้อมมาก ความปลอดภัยสูงนอกจากนี้ลูกยังได้คลอดตามเวลาของเขาเองจริงๆ
ผ่าคลอด
           
เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยเช่นกันค่ะ และใช้เวลาไม่นาน แต่สำหรับลูกที่ผ่าคลอดเพราะต้องการให้ได้ฤกษ์ดี อาจจะกลายเป็นเรื่องไม่ดีได้ค่ะ เพราะเด็กอาจจะคลอดก่อนกำหนดหรือว่าถ้าเป็นฤกษ์ที่เกิดตอนดึกมากๆ จะทำให้บุคลากร และการเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยลดประสิทธิภาพลง

5. การมีเพศสัมพันธ์หลังคลอดจะมีปัญหาหรือไม่ อย่างไร?
คลอดเอง
            
การคลอดเองทำให้แผลหายเร็ว และรอยแผลก็จะเหลืออยู่ตรงช่องคลอดบางๆ หรือบางคนอาจไม่มีเลย จึงทำให้สามารถเริ่มต้นการมีสัมพันธ์กับสามีได้เร็วกว่าการผ่าคลอด
ผ่าคลอด
              การผ่าคลอดทำให้มีแผลที่หน้าท้อง และแผลในชั้นกล้ามเนื้อท้อง เพราะถูกตัดขาดตอนผ่าท้อง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องลดลง ถ้าเย็บไม่ดีก็จะทำให้ผนังหน้าท้องหย่อนยานได้ และมีแผลเป็นที่มดลูก เวลาที่ผ่าคลอดนั้นในช่องท้องต้องมีการถลอก มีการถูไถ แล้วจะมีเลือดไหลเลอะในช่องท้อง มีน้ำคร่ำไหลเข้าไปเลอะในช่องท้อง
           สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดพังผืดในช่องท้อง โดยอาจเกิดพังผืดยืดติดระหว่างมดลูกกับกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้กับเยื่อบุช่องท้อง อาจเกิดเจ็บท้องเรื้อรัง โดยไม่สามารถรักษาได้เพราะพังผืดยิ่งผ่าจะยิ่งเพิ่ม แล้วท้องต่อไปยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดการปวดประจำเดือน ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ

6. การให้นมแม่หลังคลอด เป็นอย่างไร?
คลอดเอง
             
การคลอดเองจะให้นมแม่ได้รวดเร็วค่ะ และจะทำให้กระบวนการเริ่มต้นของนมแม่ดีไปด้วย เพราะมีการดูดเร็วดูดบ่อย ดูดถูกวิธี พอคลอดเสร็จ โรงพยาบาลส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเอาลูกมาให้คุณแม่เลี้ยงเลย ลูกจะได้รับการดูดกระตุ้นแต่แรก เพราะฉะนั้นน้ำนมแม่ก็จะมาดีและรวดเร็ว
ผ่าคลอด
             
ยังไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เองในวันแรก ต้องปล่อยเวลาสัก 1 วัน การดูดกระตุ้นก็ช้าลง หรือว่าดูดกระตุ้นได้ไม่ดีและคุณแม่จะอุ้มไม่ถนัดเพราะเจ็บแผล ให้ลูกดูดได้น้อยน้ำนมอาจไม่มาหรือมาน้อย และคุณภาพของน้ำนมสู้ไม่ได้ เพราะแม่เสียเลือดมากกว่าเท่าตัว

7. ตั้งท้องครั้งต่อไปจะมีปัญหาหรือไม่?
คลอดเอง
            
ไม่มีผลต่อการมีลูกคนต่อไป และไม่เป็นปัญหาว่าจะทำให้มีลูกยากด้วย เพราะคนโบราณก็คลอดเอง ซึ่งเราคงจะรู้ว่าคนโบราณมีลูกเยอะแค่ไหน หัวปีท้ายปีเลยค่ะ
ผ่าคลอด
             
ทำให้มีลูกยากกว่าการคลอดเอง และในรายที่โชคไม่ดีมีพังผืดเกิดขึ้น ทำให้การตั้งท้องยากขึ้นค่ะ ส่งผลให้ท้องครั้งต่อไปต้องผ่าคลอดก่อนกำหนด

8. ค่าใช้จ่าย ต่างกันไหม?
คลอดเอง
คลอดเองถูกกว่าแน่นอนค่ะ
ผ่าคลอด แพงกว่า เพราะต้องใช้เครื่องมือและไหมเย็บมากกว่ารวมทั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดมยาสลบหรือบล็อกหลัง

การผ่าคลอดทำในกรณีไหน?
          
คุณแม่ไม่สามารถคลอดเองได้ หรือถ้ารอต่อไปจะมีอันตรายต่อลูกและแม่ผิดสัดส่วน เช่น คุณเชิงกรานเล็กแต่ลูกตัวใหญ่ หรือเด็กอยู่ผิดท่าแม่ที่โรคแทรกซ้อน เช่น ครรภ์เป็นพิษ โรคหัวใจ หรือน้ำเดินก่อนกำหนดเพราะถ้าทิ้งไว้นานเด็กจะแย่ค่ะ

มีข้อมูลตั้ง 8 ข้อแบบนี้แล้ว ลองเปรียบเทียบชั่งใจดูนะคะว่า จะคลอดแบบไหนถึงจะดีกับเรามากที่สุด แต่ขอแนะนำว่า อะไรที่เป็นธรรมชาติย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้วค่ะ

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารรักลูกฉบับเดือนมิถุนายน 2552

วิธีตั้งชื่อทำอย่างไร

การตั้งฉายาหรือชื่อพระ กับตั้งชื่อฆราวาสไม่เหมือนกัน คือ ฉายาพระใช้ อักษรวรรคบริวาร นำหน้า สำหรับฆราวาส ถ้าเป็นชายใช้ อักษรวรรคเดชนำหน้าชื่อ หญิงใช้ อักษรวรรคศรี นำหน้าชื่อเพื่อความเข้าใจโปรดดูแผนภูมิข้างล่างนี้

หมายเลข ๑ เป็นเครื่องหมายแทนวันอาทิตย์
หมายเลข ๒ แทนวันจันทร์
หมายเลข ๓ แทนวันอังคาร
หมายเลข ๔ แทนวันพุธกลางวัน
หมายเลข ๕ แทนวันพฤหัสบดี
หมายเลข ๖ แทนวันศุกร์
หมายเลข ๗ แทนวันเสาร์
หมายเลข ๘ แทนวันราหูวันพุธกลางคืน

แผนภูมิทักษา

ลำดับของทักษาประจำวัน

บริวาร
อายุ
เดช
ศรี
มูละ
อุตสาพะ
มนตรี
กาลกิณี

ตามแผนนี้จะเห็นได้ว่า
คนเกิดวันอาทิตย์ (๑) สระทั้งหมดเป็นบริวาร
คนเกิดวันจันทร์ (๒) ก ข ค ฆ ง เป็นบริวาร
คนเกิดวันอังคาร  (๓) จ ฉ ช ซ ฌ ญ เป็นบริวาร
คนเกิดวันพุธกลางวัน (๔) ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เป็นบริวาร
คนเกิดวันพฤหัสบดี (๕) บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม เป็นบริวาร
คนเกิดวันศุกร์ (๖) ศ ษ ส ห ฬ ฮ เป็นบริวาร
คนเกิดวันเสาร์ (๗) ด ต ถ ท ธ น เป็นบริวาร
คนเกิดวันราหูวันพุธกลางคืน (๘) ย ร ล ว เป็นบริวาร

           ถ้าอยากรู้ว่าตัวอักษรไหนเป็นอายุ เป็นเดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี กาลกิณี ก็ให้นับบริวารที่ช่องวันเกิด เช่น เกิดวันอาทิตย์ให้นับบริวารที่หมายเลข ๑ แล้วเวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา) ไปตามลำดับดังนี้ บริวาร (๑) อายุ (๒) เดช (๓) ฯลฯ กาลกิณี (๖) ถ้าเกิดวันพฤหัสบดีให้นับบริวารช่องหมายเลข (๕) อายุ (๘) เดช (๖) ศรี (๑) ฯลฯ กาลกิณี (๗) เป็นต้น

แผนภูมิทักษาประจำวัน

อักษรที่ห้ามนำมาใช้ตั้งชื่อ คือ อักษรช่องกาลกิณี จากตารางนี้จะรู้ได้ทันทีว่า
คนเกิดวันอาทิตย์ห้ามตัวอักษรช่อง ๖ (ศ ษ ส ห ฬ ฮ)
คนเกิดวันจันทร์ห้ามตัวอักษรช่อง ๑ (สระทั้งหมด)
คนเกิดวันอังคารห้ามตัวอักษรช่อง ๒ (ก ข ค ฆ ง)
คนเกิดวันพุธกลางวันห้ามตัวอักษรช่อง ๓ (จ ฉ ช ซ ฌ ญ)
คนเกิดวันพฤหัสบดีห้ามตัวอักษรช่อง ๗ (ด ต ถ ท ธ น)
คนเกิดวันศุกร์ห้ามตัวอักษรช่อง ๘ (ย ร ล ว)
คนเกิดวันเสาร์ห้ามตัวอักษรช่อง ๔ (ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ)
คนเกิดวันราหูวันพุธกลางคืนห้ามตัวอักษรช่อง ๕ (บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม)

         เวลาตั้งชื่อ ถ้าตั้งชื่อพระ (ฉายา) ท่านให้เอาอักษรวรรคบริวารขึ้นต้น ถ้าเกิดวันจันทร์ก็ขึ้นต้นด้วย ก ข ค ฆ ง ตัวใดตัวหนึ่ง เช่นกมโลขันติปาโล เป็นต้น ถ้าเกิดวันอังคารขึ้นต้นด้วยตัวอักษร จ ฉ ช ซ ฌ ญ ตัวใดตัวหนึ่ง เช่น จันททวโร ฉันทธัมโม เป็นต้น

         ถ้าตั้งชื่อฆราวาสหรือชาวบ้านทั่วไปต้องตามเพศ เพศชายให้เอาตัวอักษรวรรคเดชตัวใดตัวหนึ่งนำหน้าชื่อ เพศหญิงให้เอาตัวอักษรวรรคศรีตัวใดตัวหนึ่งนำหน้าชื่อ ยกตัวอย่างชายเกิดวันอาทิตย์ อํกษรช่องที่ ๓ (จ ฉ ช ซ ฌ ญ) เป็นเดช ห้ามใช้ตัวอักษรช่อง ๖ (ศ ษ ส ห ฬ ฮ) ชื่อเป็นมงคลอาทิ จิตรดิลก ฉันทกร ชยุตม์ เป็นต้น   หญิง เกิดวันอาทิตย์อักษรช่องที่ ๔ (ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ) เป็นศรี ห้ามอักษรช่อง ๖ เช่นเดียวกัน ชื่อที่เป็นมงคลอาทิ ฐิติมา ณัฐกฤตา เป็นต้น

        จะไม่ถือเดชถือศรี ใช้อักษรใด สำหรับผู้เกิดวันใดก็ได้ ยกเว้น อักษรกาลกิณี

 

ที่มา :http://www.snowbrand.co.th/

คลิปเด็ก ถ่ายโฆษณา แสนน่ารัก


คลิปเด็ก ถ่ายโฆษณา แสนน่ารัก

Footer