<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>travel ท่องเที่ยว เที่ยวทั่วไทย</title>
	<atom:link href="http://www.nookjung.com/travel/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.nookjung.com/travel</link>
	<description>ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว ท่องเที่ยวไทย กับหนุกจังดอทคอม</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 May 2011 08:01:22 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>หอยหิน 150 ล้านปี</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/646</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/646#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 08:01:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[หนองบัวลําภู]]></category>
		<category><![CDATA[หนองบัวลำภู]]></category>
		<category><![CDATA[หอยหิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=646</guid>
		<description><![CDATA[          พิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน จัดแสดงเกี่ยวกับซากฟอสซิลหอยอายุราว 140-150 ล้านปีซึ่งค้นพบจำนวนมากที่บริเวณหน้าผาสูงชัน 50 เมตร มีสภาพที่สมบูรณ์ และยังค้นพบซากกระดูกจระเข้โบราณ เศษหินจาไมก้า และแร่ธาตุบางชนิดอีกด้วย ภายในบริเวณยังสามารถชมอาคารแสดงนิทรรศการกระดูกไดโนเสาร์ที่ขุดพบอยู่ในชั้นหินเหนือชั้นที่พบซากหอยหิน 2 เมตร เป็นกระดูกขาหน้าส่วนบนทั้งซ้ายและขวา ขาหลังส่วนล่าง กระดูกสะบัก กระดูกนิ้ว กระดูกซี่โครง ฯลฯ
การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 210 (หนองบัวลำภู-อุดรธานี) กิโลเมตรที่ 88 จากตัวเมือง ประมาณ 10 กิโลเมตร จะถึงหมู่บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อยู่ทางด้านซ้ายมือ หรือสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางสายหนองบัวลำภู-อุดรธานี
 
ที่มา. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>          พิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน จัดแสดงเกี่ยวกับซากฟอสซิลหอยอายุราว 140-150 ล้านปีซึ่งค้นพบจำนวนมากที่บริเวณหน้าผาสูงชัน 50 เมตร มีสภาพที่สมบูรณ์ และยังค้นพบซากกระดูกจระเข้โบราณ เศษหินจาไมก้า และแร่ธาตุบางชนิดอีกด้วย ภายในบริเวณยังสามารถชมอาคารแสดงนิทรรศการกระดูกไดโนเสาร์ที่ขุดพบอยู่ในชั้นหินเหนือชั้นที่พบซากหอยหิน 2 เมตร เป็นกระดูกขาหน้าส่วนบนทั้งซ้ายและขวา ขาหลังส่วนล่าง กระดูกสะบัก กระดูกนิ้ว กระดูกซี่โครง ฯลฯ</p>
<p>การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 210 (หนองบัวลำภู-อุดรธานี) กิโลเมตรที่ 88 จากตัวเมือง ประมาณ 10 กิโลเมตร จะถึงหมู่บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อยู่ทางด้านซ้ายมือ หรือสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางสายหนองบัวลำภู-อุดรธานี</p>
<div id="attachment_648" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img class="size-full wp-image-648" title="หอยหิน 150 ล้านปี" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/1_7.jpg" alt="หอยหิน 150 ล้านปี" width="620" height="450" /><p class="wp-caption-text">หอยหิน 150 ล้านปี</p></div>
<p> </p>
<div id="attachment_647" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-647" title="หอยหิน 150 ล้านปี 2" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/46.jpg" alt="หอยหิน 150 ล้านปี 2" width="400" height="250" /><p class="wp-caption-text">หอยหิน 150 ล้านปี 2</p></div>
<p>ที่มา. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/646/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เขาสะแกกรัง</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/640</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/640#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 07:52:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทัยธานี]]></category>
		<category><![CDATA[เขาสะแกกรัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=640</guid>
		<description><![CDATA[เขาสะแกกรัง
จากบริเวณลานวัดสังกัสรัตนคีรีมีบันไดขึ้นไปสู่ยอดเขาสะแกกรัง หรือใช้ทางหลวงหมายเลข 3220 เป็นระยะทาง 4 กม. แล้วเลี้ยวบริเวณสนามกีฬาจังหวัดไปตามทางขึ้นสู่ยอดเขา จากบนยอดเขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองอุทัยธานีได้กว้างขวาง เป็นที่ตั้งของมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งย้ายมาจากวัดจันทาราม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2448 ด้านหน้ามีระฆังใบใหญ่ที่พระปลัดใจและชาวอุทัยธานีร่วมกันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2443 ถือกันว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ไปเที่ยวอุทัยธานีแล้วไม่ได้ขึ้นไปตีระฆังใบนี้ก็เท่ากับไม่ได้ไปเที่ยวอุทัยธานี
ใกล้กับมณฑปบนยอดเขาสะแกกรังมีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก แห่งรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีพระนามเดิมว่านายทองดี รับราชการตำแหน่งพระอักษรสุนทรศาสตร์ เสมียนตรากรมมหาดไทย และต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ครั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี (พระนามเดิมนายทองด้วง) ได้สถาปนาพระอัฐิพระบิดาเป็นสมเด็จพระชนกาธิบดี เมื่อปี พ.ศ. 2338
พระบรมรูปของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ เป็นรูปหล่อขนาดสองเท่าขององค์จริงประทับนั่งบนแท่นพระหัตถ์ซ้ายถือดาบประจำตำแหน่งเจ้าพระยาจักรีทั้งฝักวางบนพระเพลาซ้าย ส่วนพระหัตถ์ขวาทรงวางบนพระเพลาขวา ด้านขวามือมีพานวางพระมาลาเส้าสูง ไม่มียี่ก่า (ขนนก) สวมพระบาทด้วยรองเท้าแตะไม่หุ้มส้นพระบาท มีพิธีถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์แห่งนี้ ในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับช่วงที่ดอกสุพรรณิการ์ หรือฝ้ายคำ ดอกไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานีบานสะพรั่งอยู่ทั่วไปบนเขาสะแกกรัง
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_643" class="wp-caption aligncenter" style="width: 441px"><img class="size-full wp-image-643" title="เขาสะแกกรัง3" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/13.jpg" alt="เขาสะแกกรัง3" width="431" height="640" /><p class="wp-caption-text">เขาสะแกกรัง3</p></div>
<div id="attachment_642" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img class="size-full wp-image-642" title="เขาสะแกกรัง2" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/dscn3959.jpg" alt="เขาสะแกกรัง2" width="640" height="480" /><p class="wp-caption-text">เขาสะแกกรัง2</p></div>
<div id="attachment_641" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img class="size-full wp-image-641" title="เขาสะแกกรัง" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/dsc06006.jpg" alt="เขาสะแกกรัง" width="640" height="480" /><p class="wp-caption-text">เขาสะแกกรัง</p></div>
<p>เขาสะแกกรัง<br />
จากบริเวณลานวัดสังกัสรัตนคีรีมีบันไดขึ้นไปสู่ยอดเขาสะแกกรัง หรือใช้ทางหลวงหมายเลข 3220 เป็นระยะทาง 4 กม. แล้วเลี้ยวบริเวณสนามกีฬาจังหวัดไปตามทางขึ้นสู่ยอดเขา จากบนยอดเขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองอุทัยธานีได้กว้างขวาง เป็นที่ตั้งของมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งย้ายมาจากวัดจันทาราม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2448 ด้านหน้ามีระฆังใบใหญ่ที่พระปลัดใจและชาวอุทัยธานีร่วมกันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2443 ถือกันว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ไปเที่ยวอุทัยธานีแล้วไม่ได้ขึ้นไปตีระฆังใบนี้ก็เท่ากับไม่ได้ไปเที่ยวอุทัยธานี</p>
<p>ใกล้กับมณฑปบนยอดเขาสะแกกรังมีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก แห่งรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีพระนามเดิมว่านายทองดี รับราชการตำแหน่งพระอักษรสุนทรศาสตร์ เสมียนตรากรมมหาดไทย และต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ครั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี (พระนามเดิมนายทองด้วง) ได้สถาปนาพระอัฐิพระบิดาเป็นสมเด็จพระชนกาธิบดี เมื่อปี พ.ศ. 2338</p>
<p>พระบรมรูปของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ เป็นรูปหล่อขนาดสองเท่าขององค์จริงประทับนั่งบนแท่นพระหัตถ์ซ้ายถือดาบประจำตำแหน่งเจ้าพระยาจักรีทั้งฝักวางบนพระเพลาซ้าย ส่วนพระหัตถ์ขวาทรงวางบนพระเพลาขวา ด้านขวามือมีพานวางพระมาลาเส้าสูง ไม่มียี่ก่า (ขนนก) สวมพระบาทด้วยรองเท้าแตะไม่หุ้มส้นพระบาท มีพิธีถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์แห่งนี้ ในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับช่วงที่ดอกสุพรรณิการ์ หรือฝ้ายคำ ดอกไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานีบานสะพรั่งอยู่ทั่วไปบนเขาสะแกกรัง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/640/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อุทยานแห่งชาติแม่วงก์</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/637</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/637#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 07:27:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กำแพงเพชร]]></category>
		<category><![CDATA[นครสวรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานแห่งชาติแม่วงก์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=637</guid>
		<description><![CDATA[อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
กม.ที่ 65 อ. คลองลาน จ. กำแพงเพชร 62180
โทรศัพท์ : 0 5576 6027, 0 5576 6436 โทรสาร : 0 5576 6436
       อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 558.750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร
      ด้วย นายสวัสดิ์ คำประกอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ นร 0104/9871 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2526 ถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์) ขอให้จัดพื้นที่ป่าแม่วงก์-แม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งมีสภาพธรรมชาติและน้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อุทยานแห่งชาติแม่วงก์<br />
</strong>กม.ที่ 65 อ. คลองลาน จ. กำแพงเพชร 62180<br />
โทรศัพท์ : 0 5576 6027, 0 5576 6436 โทรสาร : 0 5576 6436</p>
<p>       อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 558.750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร</p>
<p>      ด้วย นายสวัสดิ์ คำประกอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ นร 0104/9871 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2526 ถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์) ขอให้จัดพื้นที่ป่าแม่วงก์-แม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งมีสภาพธรรมชาติและน้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง สภาพป่าอุดมสมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำลำธาร กำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงได้มีคำสั่งกรมป่าไม้ที่ 1290/2526 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2526 ให้นายชัยณรงค์ จันทรศาลทูล นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปดำเนินการสำรวจหาข้อมูล ปรากฏว่า พื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกแม่กระสาหรือแม่กี ซึ่งสูงประมาณ 200 เมตร และหน้าผาต่างๆ สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามหนังสือรายงานผลการสำรวจ ที่ กษ 0713/พิเศษ ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2526</p>
<p>กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2528 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2528 เห็นชอบให้กำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าคลองขลุงและป่าคลองแม่วงก์ในท้องที่ตำบลปางตาไว อำเภอคลองขลุง (ปัจจุบันเป็นอำเภอปางศิลาทอง) จังหวัดกำแพงเพชร และป่าแม่วงก์–แม่เปิน ในท้องที่ตำบลแม่เลย์ และตำบลห้วยน้ำหอม อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ (ปัจจุบันเป็นตำบลแม่เลย์ อำเภอแม่วงก์ และตำบลแม่เปิน กิ่งอำเภอแม่เปิน) เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 104 ตอนที่ 183 ลงวันที่ 14 กันยายน 2530 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 55 ของประเทศ</p>
<div id="attachment_638" class="wp-caption aligncenter" style="width: 360px"><img class="size-full wp-image-638" title="อุทยานแห่งชาติแม่วงก์" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/1054scene.jpg" alt="อุทยานแห่งชาติแม่วงก์" width="350" height="229" /><p class="wp-caption-text">อุทยานแห่งชาติแม่วงก์</p></div>
<p>ขนาดพื้นที่<br />
558750.00 ไร่</p>
<p>หน่วยงานในพื้นที่<br />
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ มว.1 (ด่านตรวจ กม.57)<br />
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ มว.2 (ปางข้าวสาร)<br />
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ มว.3 (เขาเขียว)<br />
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ มว.4 (แม่เรวา)<br />
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ มว.5 (ปางสัก)<br />
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ มว.6 (ซับตามิ่ง)<br />
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ มว.7 (คลองเสือข้าม)<br />
หน่วยจัดการต้นน้ำขุนน้ำเย็น</p>
<p>ลักษณะภูมิประเทศ</p>
<p>สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนเรียงรายกันอยู่ตามเทือกเขาถนนธงชัยลดหลั่นลงมาจนถึงพื้นราบ ประมาณ 40-50 ลูก ยอดที่สูงที่สุดคือ “ยอดเขาโมโกจู” สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,964 เมตร เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ ส่วนพื้นที่ราบมีไม่มาก ส่วนใหญ่อยู่บริเวณริมแม่น้ำ และเป็นแหล่งแร่ธาตุสำคัญ เช่น แร่ไมก้า</p>
<p>ลักษณะภูมิอากาศ</p>
<p>สภาพภูมิอากาศของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ในช่วงฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน &#8211; เดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่เหมาะแก่การไปท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะอากาศค่อนข้างหนาวเย็น อันเนื่องมาจากลิ่มความกดอากาศสูงมาจากประเทศจีนแผ่ลงมาทางตอนใต้เข้าสู่ประเทศไทยตอนบนและปกคลุมทั่วประเทศ ลมที่พัดสู่ประเทศไทยในฤดูนี้คือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิตำสุดในเดือนมกราคม ประมาณ 8.9 องศาเซลเซียส ส่วนช่วงฤดูร้อนเริ่มต้นจากเดือนมีนาคม &#8211; เดือนพฤษภาคม อุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายนประมาณ 38.1 องศาเซลเซียส อากาศค่อนข้างร้อนจัดและมีฝนตกน้อย ทำให้สังคมพืชป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณผลัดใบ สำหรับฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน &#8211; เดือนตุลาคม มีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 1,100 มิลลิเมตรต่อปี<br />
ฤดุที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวอุทยานฯ อยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์</p>
<p>พืชพันธุ์และสัตว์ป่า</p>
<p>อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ ๕๕๘,๗๕๐ ไร่ หรือ (๘๙๔ ตร.กม.) สามารถจำแนกลักษณะพืชพรรณและสัตว์ป่าดังนี้<br />
๑.ลักษณะพืชพรรณอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ประกอบด้วย ป่าดิบเขา ประมาณ ๐.๘๘ % ป่าดิบแล้ง ประมาณ ๒๑.๘๕ % ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณชื้นประมาณ ๙.๒๔% ป่าเบญจพรรณ ประมาณ ๕๙.๐๕ % ป่าเต็งรัง ประมาณ ๖.๗๗ % และทุ้งหญ้าหรือไร่ร้าง ประมาณ ๒.๒๑ %<br />
๒. ทรัพยากรสัตว์ป่า สามารถจำแนกได้ดังนี้<br />
๒.๑ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน ๕๗ ชนิด ๒๖ วงศ์<br />
๒.๒ สัตว์จำพวกนก จำนวน ๓๐๕ ชนิด ๕๓ วงศ์<br />
๒.๓ สัตว์เลื้อยคลาน จำนวน ๒๒ ชนิด ๑๑ วงศ์<br />
๒.๔ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน ๗ ชนิด ๔ วงศ์<br />
๒.๕ ปลา จำพวกปลาน้ำจืด จำนวน ๖๘ ชนิด ๑๔ วงศ์</p>
<p>การเดินทาง</p>
<p>รถยนต์<br />
เดินทางไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วงก์<br />
จากจังหวัดนครสวรรค์ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ถึงแยกโค้งวิไล บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 307+500 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1242 (ผ่านอำเภอปางศิลาทอง) ไปประมาณ 40 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1072 ไปอีก 10 กิโลเมตร จะพบสี่แยกคลองลาน ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1117 ถนนคลองลาน-อุ้มผาง ประมาณ 15 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักโซนที่ 1 (โซนที่ทำการอุทยานแห่งชาติ) และเป็นเส้นทางไปบ้านพักโซนที่ 2 (โซนช่อง)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/637/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อุทยานแห่งชาติแม่ปิง จ.ลําพูน</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/632</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/632#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 04:32:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลำพูน]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานแห่งชาติ ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานแห่งชาติแม่ปิง]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานแห่งชาติแม่หาดแม่ก้อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=632</guid>
		<description><![CDATA[        อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เดิมชื่อว่าอุทยานแห่งชาติแม่หาดแม่ก้อ ได้ประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 ครับ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,003 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ อำเภอดอยเต่า จังหวัด เชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอสามเงา จังหวัดตาก ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ตั้งอยู่ในท้อง ที่ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยมีทางแยกจากทางหลวงหมายเลข 106 สายลำพูน-ลี้-ก้อ ตรง กิโลเมตรที่ 47 เข้าไปตามทางหลวงหมายเลข 1087 เป็นทางลูกรังระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถึงที่ทำ การอุทยานฯเนื่องจากภายในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิงมีพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นน้ำตามลำน้ำปิงยาวประมาณ 100 กิโลเมตร มีสภาพเป็นแก่งเกาะ หน้าผา หินงอก หินย้อย ตามสองฝั่งแม่น้ำเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการ เดินทางท่องเที่ยวลำน้ำปิงสามารถเริ่มจากอ่างเก็บน้ำดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยเรือหางยาวครับแล้วมา ต่อแพที่แก่งสร้อย ล่องมาจนถึงเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ในทางกลับกันอาจจะเช่าเรือหรือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>        อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เดิมชื่อว่าอุทยานแห่งชาติแม่หาดแม่ก้อ ได้ประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 ครับ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,003 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ อำเภอดอยเต่า จังหวัด เชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอสามเงา จังหวัดตาก ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ตั้งอยู่ในท้อง ที่ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยมีทางแยกจากทางหลวงหมายเลข 106 สายลำพูน-ลี้-ก้อ ตรง กิโลเมตรที่ 47 เข้าไปตามทางหลวงหมายเลข 1087 เป็นทางลูกรังระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถึงที่ทำ การอุทยานฯเนื่องจากภายในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิงมีพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นน้ำตามลำน้ำปิงยาวประมาณ 100 กิโลเมตร มีสภาพเป็นแก่งเกาะ หน้าผา หินงอก หินย้อย ตามสองฝั่งแม่น้ำเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการ เดินทางท่องเที่ยวลำน้ำปิงสามารถเริ่มจากอ่างเก็บน้ำดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยเรือหางยาวครับแล้วมา ต่อแพที่แก่งสร้อย ล่องมาจนถึงเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ในทางกลับกันอาจจะเช่าเรือหรือ แพจากเขื่อนภูมิพลล่องขึ้นไปก็ได้</p>
<div id="attachment_634" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-634" title="อุทยานแห่งชาติแม่ปิง2" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/maeping4.jpg" alt="อุทยานแห่งชาติแม่ปิง2" width="400" height="267" /><p class="wp-caption-text">อุทยานแห่งชาติแม่ปิง2</p></div>
<div id="attachment_633" class="wp-caption aligncenter" style="width: 460px"><img class="size-full wp-image-633" title="อุทยานแห่งชาติแม่ปิง1" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/maeping7.jpg" alt="อุทยานแห่งชาติแม่ปิง1" width="450" height="338" /><p class="wp-caption-text">อุทยานแห่งชาติแม่ปิง1</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/632/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วนอุทยานแพะเมืองผี</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/627</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/627#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 04:01:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[แพร่]]></category>
		<category><![CDATA[วนอุทยานแพะเมืองผี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=627</guid>
		<description><![CDATA[        วนอุทยานแพะเมืองผีอยู่ในท้องที่ตำบลแม่หล่าย ตำบลน้ำชำ ตำบลทุ่งทุ่งโฮ่ง ห่างจากตัวเมืองจังหวัดแพร่ประมาณ 10 กม. ไปตามถนนยันตรกิจโกศล ถนนหลวงหมายเลขประมาณ 7 กม. แยกขวามือไปแพะเมืองผีประมาณ 3 กม. จุดเด่นเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะของดินพังทะลายโดยกระแสน้ำ กรมป่าไม้ได้เข้าดำเนินการทำการสำรวจและประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2524 เนื้อที่ประมาณ 500 ไร่
ประวัติความเป็นมา
            ได้มีการจดบันทึกประวัติไว้ดังนี้
            วนอุทยานแพะเมืองผี เมื่อครั้งในอดีตกาลนานมาแล้ว ชาวบ้านขนานนามว่า เป็น “แพะเมืองผี ” ไม่มีผู้ใดทราบประวัติเป็นที่แน่นอนแต่ได้เล่าสืบทอดกันมาว่า แต่ก่อนบริเวณป่าแห่งนี้ เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธ์ไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่นและสัตว์ป่าน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก ในสมัยนั้น มีครูบาปัญโญ ฯ เป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำชำ ตำบลน้ำชำ ซึ่งชาวบ้านได้พร้อมใจกันนิมนต์มาเป็นเจ้า-อาวาสองค์แรกของวัดน้ำชำและได้บอกเล่าประวัติแพะเมืองผีสืบทอดติดต่อกันมาว่า มีหญิงชราคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ ย่าสุ่ม ” เข้าไปหาผัก หน่อไม้ เป็นอาหาร แต่หลงป่าแล้วไปพบหลุมเงิน ทองคำ จึงได้นำเงิน และทองคำ ใส่ถุงแล้วเตรียมหาบจะกลับบ้านเสร็จแล้วเกิดหลงป่าอีก โดยไม่สามารถนำเอาหาบเงิน ทองคำ ออกมาได้ ย่าสุ่มจึงวางหาบจะกลับบ้านเสร็จแล้วเกิดหลงป่าอีก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>        วนอุทยานแพะเมืองผีอยู่ในท้องที่ตำบลแม่หล่าย ตำบลน้ำชำ ตำบลทุ่งทุ่งโฮ่ง ห่างจากตัวเมืองจังหวัดแพร่ประมาณ 10 กม. ไปตามถนนยันตรกิจโกศล ถนนหลวงหมายเลขประมาณ 7 กม. แยกขวามือไปแพะเมืองผีประมาณ 3 กม. จุดเด่นเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะของดินพังทะลายโดยกระแสน้ำ กรมป่าไม้ได้เข้าดำเนินการทำการสำรวจและประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2524 เนื้อที่ประมาณ 500 ไร่</p>
<div id="attachment_628" class="wp-caption aligncenter" style="width: 458px"><img class="size-full wp-image-628" title="วนอุทยานแพะเมืองผี1" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/1212027519.jpg" alt="วนอุทยานแพะเมืองผี1" width="448" height="336" /><p class="wp-caption-text">วนอุทยานแพะเมืองผี1</p></div>
<p>ประวัติความเป็นมา</p>
<p>            ได้มีการจดบันทึกประวัติไว้ดังนี้</p>
<p>            วนอุทยานแพะเมืองผี เมื่อครั้งในอดีตกาลนานมาแล้ว ชาวบ้านขนานนามว่า เป็น “แพะเมืองผี ” ไม่มีผู้ใดทราบประวัติเป็นที่แน่นอนแต่ได้เล่าสืบทอดกันมาว่า แต่ก่อนบริเวณป่าแห่งนี้ เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธ์ไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่นและสัตว์ป่าน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก ในสมัยนั้น มีครูบาปัญโญ ฯ เป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำชำ ตำบลน้ำชำ ซึ่งชาวบ้านได้พร้อมใจกันนิมนต์มาเป็นเจ้า-อาวาสองค์แรกของวัดน้ำชำและได้บอกเล่าประวัติแพะเมืองผีสืบทอดติดต่อกันมาว่า มีหญิงชราคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ ย่าสุ่ม ” เข้าไปหาผัก หน่อไม้ เป็นอาหาร แต่หลงป่าแล้วไปพบหลุมเงิน ทองคำ จึงได้นำเงิน และทองคำ ใส่ถุงแล้วเตรียมหาบจะกลับบ้านเสร็จแล้วเกิดหลงป่าอีก โดยไม่สามารถนำเอาหาบเงิน ทองคำ ออกมาได้ ย่าสุ่มจึงวางหาบจะกลับบ้านเสร็จแล้วเกิดหลงป่าอีก โดยไม่สามารถนำเอาหาบเงิน คำ ออกมาได้ ย่าสุ่มจึงวางหาบแล้วหาไม้มาคาดเป็นราว (ราวไม้) ต่อมาออกจากป่าจนถึงบ้านและเดินกลับไปราวไม้ที่คาดไว้เป็นแนวทางไว้ ซึ่งปัจจุบันเป็นร่องทางน้ำพบเห็นได้ เป็นแนวออกไปทางบ้านน้ำชำทิศตะวันออกของแพะเมืองผี ย่าสุ่ม จึงได้ชักชวนชาวบ้านให้เข้าไปด้วยปรากฏว่า ชาวบ้านก็ได้ติดตามย่าสุ่มเข้าไปถึงจุดที่ย่าสุ่มวางหาบไว้แต่ไม่พบเงินและทองคำ ในหาบแต่อย่าใด ไม่รู้ว่าหายไปได้อย่างไร ชาวบ้านจึงขนานนามสถานที่นั้นว่า “ แพะย่าสุ่มคาดราว ” และได้ช่วยกันค้นหา พบรอยเท้าคนเดิน ย่สสุ่ม และชาวบ้านได้เดินตามรอยเท้าเหล่านั้นไปจนกระทั่งมาถึงพื้นที่ซึ่งชาวบ้านขนานนามว่า “ แพะเมืองผี ” ภาษาพื้นเมืองทางภาคเหนือคำว่า “แพะ ” ในที่นี้หมายถึงป่าแพะนั่นเอง ส่วนคำว่าเมืองผี ก็เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันสืบมาในสมัยดึกดำบรรพ์ โดยอาจจะเห็นว่าป่าแพะตรงนี้มีลักษณะพิศดาลของภูมิประเทศ และเพราะความเร้นลับตามเรื่องราวที่เชื่อถือเล่าสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็อาจเป็นได้</p>
<p>อาณาเขต</p>
<p>          อาณาเขตวนอุทยานแพะเมืองผี มีดังนี้</p>
<p>              ทิศเหนือ     จด ลำคลองชลประทาน</p>
<p>              ทิศใต้ จด ทุ่งนาของราษฎร</p>
<p>              ทิศตะวันออก จด ทุ่งนาของราษฎรบ้านน้ำชำ</p>
<p>              ทิศตะวันตก จด ทางหลวงหมายเลข 101 ถนนยันตรกิจโกศล   และคันคลองส่งน้ำชลประทาน</p>
<div id="attachment_630" class="wp-caption aligncenter" style="width: 458px"><img class="size-full wp-image-630" title="วนอุทยานแพะเมืองผี3" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/1212029055.jpg" alt="วนอุทยานแพะเมืองผี3" width="448" height="336" /><p class="wp-caption-text">วนอุทยานแพะเมืองผี3</p></div>
<p>ลักษณะพื้นที่</p>
<p>            วนอุทยานแพะเมืองผี มีสภาพเป็นป่าบนเนินเขาเตี้ย ๆ สลับพื้นที่ราบ บริเวณรอบนอกมีความลาดเทของพื้นที่น้อย ลักษณะเด่นของพื้นที่มีชื่อเรียกว่า “ แพะเมืองผี ” เป็นพื้นที่ลาดเขาสูงกว่าพื้นที่ส่วนอื่น เกิดจากการพังทะลายโดยการกัดเซาะตามธรรมชาติโดยกระแสน้ำเป็นเวลานานทำให้พื้นที่บางส่วนเป็นที่สูงต่ำสลับกันไปตามธรรมชาติ พื้นที่ถูกกัดเซาะตามธรรมชาติที่เห็นได้ชัดเจนอยู่บริเวณสองฝั่งของขุนห้วย ห่างกันประมาณ 200 เมตร พื้นที่ถูกกัดเซาะตามธรรมชาติ มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่</p>
<div id="attachment_629" class="wp-caption aligncenter" style="width: 458px"><img class="size-full wp-image-629" title="วนอุทยานแพะเมืองผี2" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/1212029360.jpg" alt="วนอุทยานแพะเมืองผี2" width="448" height="336" /><p class="wp-caption-text">วนอุทยานแพะเมืองผี2</p></div>
<p> <br />
 <br />
สภาพอากาศ</p>
<p>            บริเวณพื้นที่วนอุทยานแพะเมืองผี แบ่งออกเป็น 3 ฤดู ดังนี้</p>
<p>ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม &#8211; กุมภาพันธ์</p>
<p>                          ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม &#8211; พฤษภาคม</p>
<p>ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน &#8211; กันยายน</p>
<p>ชนิดพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า</p>
<p>             พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ยางเทียน พยอม งิ้ว เปล้า สะแก และไผ่ไร่ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ที่ปลูกป่าเพิ่มเติมได้แก่ กระถินณรงค์ กัลปฤกษ์ หางนกยูง โดยโรงเรียนป่าไม้แพร่ ลูกเสือชาวบ้านและหน่วยงานในจังหวัดแพร่ได้นำไปปลูกในวันต้นไม้ประจำปี และการปลูกต้นไม้แบบประชาอาสา สัตว์ป่า สภาพพื้นที่เป็นป่าโปร่งอยู่ใกล้ทางคมนาคม ไม่มีแหล่งน้ำตลอดปี ทำให้ไม่มีสัตว์ใหญ่อาศัยอยู่ สัตว์ป่า ที่พบเป็นสัตว์เล็ก ๆ เช่น งู กิ้งก่า แย้ และนกชนิดต่าง ๆ</p>
<p>การคมนาคม</p>
<p>            การเดินทางไปวนอุทยานแพะเมืองผีนับว่าสะดวกมากหากมีรถไปเอง เดินทางจากจังหวัดแพร่ ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ระหว่างจังหวัดแพร่-จังหวัดน่าน ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปประมาณ 7 กม. จะมีทางแยกขวามือไปวนอุทยานแพะเมืองผีอีก 3 กม. ถนนลาดยางตลอด ถ้าหากไม่มีรถไปเองก็ติดต่อว่าจ้างเหมาะรถโดยสารจากสถานีบ.ข.ส.จังหวัดแพร่ หรือมอเตอร์ไซด์รับจ้างก็ได้ รวมระยะทางประมาณ 10 กม.</p>
<p>สิ่งอำนวยความสะดวก</p>
<p>             สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นทางวนอุทยานแพะเมืองผี ไม่มีที่พักบริการแก่นักท่องเที่ยวเหมือนกับอุทยานแห่งชาติ หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะเดินทางไปพักแรมค้างคืนและพักผ่อนหย่อนใจหรือศึกษาหาความรู้ทางธรรมชาติ โปรดนำเต้นท์ไปกางเองทางวนอุทยานจัดสถานที่ไว้ให้พร้อมกับห้องสุขา โปรดเตรียมอาหารไปเองและไปติดต่อขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่วนอุทยานแพะเมืองผีโดยตรง มีห้องสุขา ร้านค้าของเอกชนบริการ หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 5614292 &#8211; 3 ต่อ 719 ฝ่ายจัดการวนอุทยาน ส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือสำนักงานป่าไม้เขตแพร่ จังหวัดแพร่ โทร. 511162</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/627/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วนอุทยานโกสัมพี (KOSUMPEE FOREST PARK)</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/623</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/623#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 03:43:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาสารคาม]]></category>
		<category><![CDATA[วนอุทยานโกสัมพี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=623</guid>
		<description><![CDATA[วนอุทยานโกสัมพี (KOSUMPEE FOREST PARK) ตั้งอยู่ในเขตท้องที่เขตเทศบาลเมืองโกสุมพิสัย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม บริเวณ เขตวนอุทยานโกสัมพี มีเนื้อที่ ประมาณ 125 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ดำเนินการ 2 ส่วน พื้นที่ส่วนที่ 1 ใช้สร้างอาคารสำนักงาน บ้านพักรับรอง บ้านพักเจ้าหน้าที่และอื่น ๆ พื้นที่ส่วนที่ 2 ใช้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใช้สำหรับศึกษาธรรมชาติ และพักผ่อนอันประกอบไปด้วยป่าไม้ ลำน้ำชี แก่งตาด ลานข่อย และฝูงลิงแสม
ประวัติวนอุทยานโกสัมพี
เดิมพื้นที่วนอุทยานโกสัมพี เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ดอนมเหศักดิ์) ตั้งอยู่บ้านคุ้มกลาง ตำบลหัวขวาง ในเขตเทศบาล ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม อยู่ติดแม่น้ำชี และมีองค์หลวงพ่อมิ่งเมือง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้าน คู่เมืองของชาวอำเภอโกสุมพิสัยกราบไหว้บูชา นอกจากนี้ยังมีดอนปู่ตา พื้นที่มีสภาพเป็นป่าไม้เบญจพรรณ ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้นขึ้นเป็นจำนวนมากและมีฝูงลิงแสมอาศัยอยู่เป็นจำนวน กว่า 500 ตัว ป่าหนองบุ่งแห่งนี้ เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีศาลเจ้าปู่ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวอำเภอโกสุมพิสัยแม้แต่ลิงแสมที่อาศัยอยู่เขตวนอุทยานโกสัมพีก็เชื่อกันว่า เป็นลิงของเจ้าปู่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
แต่เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงทางจังหวัดมหาสารคามจึง ได้เสนอขอให้กรมป่าไม้มาดำเนินการจัดการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วนอุทยานโกสัมพี (KOSUMPEE FOREST PARK) ตั้งอยู่ในเขตท้องที่เขตเทศบาลเมืองโกสุมพิสัย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม บริเวณ เขตวนอุทยานโกสัมพี มีเนื้อที่ ประมาณ 125 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ดำเนินการ 2 ส่วน พื้นที่ส่วนที่ 1 ใช้สร้างอาคารสำนักงาน บ้านพักรับรอง บ้านพักเจ้าหน้าที่และอื่น ๆ พื้นที่ส่วนที่ 2 ใช้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใช้สำหรับศึกษาธรรมชาติ และพักผ่อนอันประกอบไปด้วยป่าไม้ ลำน้ำชี แก่งตาด ลานข่อย และฝูงลิงแสม</p>
<div id="attachment_624" class="wp-caption aligncenter" style="width: 430px"><img class="size-full wp-image-624" title="วนอุทยานโกสัมพี" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/BBi6i.jpg" alt="วนอุทยานโกสัมพี" width="420" height="314" /><p class="wp-caption-text">วนอุทยานโกสัมพี</p></div>
<p>ประวัติวนอุทยานโกสัมพี<br />
เดิมพื้นที่วนอุทยานโกสัมพี เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ดอนมเหศักดิ์) ตั้งอยู่บ้านคุ้มกลาง ตำบลหัวขวาง ในเขตเทศบาล ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม อยู่ติดแม่น้ำชี และมีองค์หลวงพ่อมิ่งเมือง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้าน คู่เมืองของชาวอำเภอโกสุมพิสัยกราบไหว้บูชา นอกจากนี้ยังมีดอนปู่ตา พื้นที่มีสภาพเป็นป่าไม้เบญจพรรณ ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้นขึ้นเป็นจำนวนมากและมีฝูงลิงแสมอาศัยอยู่เป็นจำนวน กว่า 500 ตัว ป่าหนองบุ่งแห่งนี้ เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีศาลเจ้าปู่ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวอำเภอโกสุมพิสัยแม้แต่ลิงแสมที่อาศัยอยู่เขตวนอุทยานโกสัมพีก็เชื่อกันว่า เป็นลิงของเจ้าปู่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง<br />
แต่เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงทางจังหวัดมหาสารคามจึง ได้เสนอขอให้กรมป่าไม้มาดำเนินการจัดการ พื้นที่สาธารณประโยชน์แห่งนี้ให้เป็นวนอุทยานเพื่อให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนโดยทั่วไปและกรมป่าไม้โดยส่วนอุทยานแห่งชาติ จึงได้เข้ามาดำเนินการแต่งตั้งเป็นวนอุทยาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันโดยมีชื่อว่า &#8220;วนอุทยานโกสัมพี&#8221;</p>
<p>ลักษณะโดยทั่วไป<br />
แต่เดิมป่าแห่งนี่ จัดเป็นวัฒนธรรม หรือป่าที่คนอีสานเรียกว่า &#8220;ป่าดอนปู่ตา&#8221; ระบบนิเวศของป่าแห่งนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ คือ บริเวณป่าที่มีน้ำท่วมไม่นาน ที่คนอิสานเรียกว่า &#8220;ป่าบุ่งป่าทาม&#8221; ประกอบด้วยทรัพยากรป่าไม้และสภาพนิเวศวิทยาค่อนข้าง สมบูรณ์ อยู่ติดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำชี มีลิงแสมอาศัยกว่า 500 ตัว และนับว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และยังมีหนองน้ำธรรมชาติอยู่ตรงกลางซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหนองบุ่งมีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ มีน้ำขังตลอดปี ลึกประมาณ 1-5 เมตร มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้น อยู่เป็นจำนวนมากเช่น ไม้ยาง ไม้กระเบา ตะโก ข่อย มะเดือ ไม้ไผ่ สำหรับไม้กระเบา ไม้หว้า เป็นทั้งอาหารและยาของลิงแสม</p>
<p>จุดที่น่าสนใจของวนอุทยาน</p>
<p>• แก่งตาด อยู่ในลำชีด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของวนอุทยานโกสัมพี มีหินดาน เป็นบริเวณกว้างในช่วงฤดูแล้ง ธันวาคม-พฤษภาคม น้ำจะตื้นเขิน มองเห็นดินดาน มีน้ำไหลรินกระทบหินดานสาดกระเซ็นเป็นฟองและคลื่นขาวสะอาด สวยงาม และแปลกตา และบริเวณติดต่อกับริมฝั่งลำน้ำชี ก็มีทัศนียภาพสวยงาม ร่มรื่น เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวพักผ่อน หย่อนใจ จับปลา กินข้าวป่า เป็นอย่างยิ่ง<br />
• ลานข่อย วนอุทยานโกสัมพีได้พัฒนาตกแต่งดัดแปลง ต้นข่อยที่มีอยู่เดิมตาม ธรรมชาติได้เป็นแคระตกแต่งเป็นรูปต่าง ๆ มีให้ชมกว่า 200 ต้น ลิงแสม เป็นสัตว์ป่าประจำถิ่นของป่าแห่งนี้ โดยลิงแสมในวนอุทยานโกสัมพีจะมีลักษณะ 2 สี คือลิงแสมสีเทาและลิงแสมสีทอง และลิงแสมสีทองจะมีเฉพาะในวนอุทยานแห่งเดียว ซึ่งหาดูได้ยากในประเทศไทย คือ &#8220;วนอุทยานโกสัมพี&#8221;<br />
• บุ่ง อยู่ข้างริมฝั่งชีใกล้กับแก่งตาด มีต้นไม้ใหญ่ๆ และเถาวัลย์นาๆ ชนิด มีหนองน้ำตลอดปี และเป็นที่อยู่ของฝูงลิง เป็นสถานที่ร่มเย็นฤดูแล้งหน้าร้อนเข้าพักผ่อนหย่อนใจได้ดี หากได้รับการตกแต่งประดิษฐ์แล้วจะเป็นสวนสัตว์และทิวทัศน์อวดแขกบ้านชาวเมืองได้แห่งหนึ่ง และในขณะนี้แขกต่างเมืองก็เข้าไปเดินเล่นและชมหมู่ลิงอยู่เสมอ<br />
• พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า มีพรรณไม้หลายชนิดส่วนใหญ่ที่สำคัญได้แก่ กะเบา ยาง ชมภู่ป่า หว้า ทองกวาว กระโดดสำหรับไม้พื้นล่างส่วนใหญ่ ได้แก่ เถาวัลย์เปรียง หวาย ตดตะกั่ว มะดัน นมแมว คัดเค้า และไม้ไผ่ นอกจากนั้นยังมีต้นจามจุรี หรือก้ามปู ซึ่งชาวบ้านนำไปปลูกไว้ นอกจากจะมีพรรณไม้ดังกล่าวมาแล้ว ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้มีค่านานาชนิด อาทิเช่น มะค่าโมง ตะเคียนทอง ตะแบกใหญ่ เป็นต้น สัตว์ป่าที่ยังมีเหลืออยู่ในปัจจุบันที่สำคัญได้แก่ ลิง ซึ่งมีอยู่ 2 ฝูง จำนวนประมาณ 500 ตัว และยังมีนกกางเขนบ้าน นกกิ้งโค้ง นกสาริกา นกเอี้ยงหงอน นกปรอดสวน นกปรอดหัวโขน นกอีเสือหัวดำ และพวกนกกระจิบธรรมดา</p>
<p>สถานที่ติดต่อ<br />
วนอุทยานโกสัมพี บ้านคุ้มกลาง ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม 44140 หรือ ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 5795743 , 5797223</p>
<p>การเดินทาง<br />
วนอุทยานโกสัมพี ตั้งอยู่บริเวณเขตเทศบาล ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบันการคมนาคม เข้าถึงเขตวนอุทยานโกสัมพี ค่อนข้างจะสะดวกสบาย จึงเหมาะสำหรับการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจ ในระยะสั้นเช้ามาเย็น กลับ หรือจะค้างแรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นสบาย สำหรับการเดินทางมาวนอุทยานโกสัมพี คือ จากตัวเมืองจังหวัดมหาสารคามเดินทางตามแนวทางหลวงหมายเลข 208 ไปอำเภอโกสุมพิสัย ให้เดินทางตรงลงมาอีก 600 เมตร ตามเส้น ทาง ร.พ.ช.สาย 508 (บ้านคุ้มกลาง-โพนงาม) ให้เลี้ยวขวาก็จะถึงที่ทำการ &#8220;วนอุทยานโกสัมพี&#8221; รวมระยะทาง 30 กิโลเมตร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/623/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วนอุทยานสักใหญ่</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/618</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/618#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 03:22:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อุตรดิตถ์]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานแห่งชาติ ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[วนอุทยานสักใหญ่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=618</guid>
		<description><![CDATA[         วนอุทยานสักใหญ่ อยู่ที่ หมู่ 4 บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ จากตัวเมืองเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 1045 ประมาณ 60 กม. เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1146 ประมาณ 7 กม. เลี้ยวขวาเข้าสุ่ทางหลวงหมายเลข 1047 ประมาณ 11 กม. เลี้ยวขวาอีกครั้งไปตามทางลูกรังไปตามภูเขาอีก 2 กม. รวมระยะทางทั้งสิ้น 81 กม. ลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณ มีเนื้อที่ 1,000 ไร่ ภายในมีต้นสักใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวรอบต้น 987 เซนติเมตร สูง 47 เมตร วัดเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2530 มีอายุประมาณ 1,500 ปี ปัจจุบันถูกพายุพัดส่วนยอดหัก ลำต้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพเดิม
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>         วนอุทยานสักใหญ่ อยู่ที่ หมู่ 4 บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ จากตัวเมืองเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 1045 ประมาณ 60 กม. เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1146 ประมาณ 7 กม. เลี้ยวขวาเข้าสุ่ทางหลวงหมายเลข 1047 ประมาณ 11 กม. เลี้ยวขวาอีกครั้งไปตามทางลูกรังไปตามภูเขาอีก 2 กม. รวมระยะทางทั้งสิ้น 81 กม. ลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณ มีเนื้อที่ 1,000 ไร่ ภายในมีต้นสักใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวรอบต้น 987 เซนติเมตร สูง 47 เมตร วัดเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2530 มีอายุประมาณ 1,500 ปี ปัจจุบันถูกพายุพัดส่วนยอดหัก ลำต้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพเดิม</p>
<div id="attachment_621" class="wp-caption aligncenter" style="width: 497px"><img class="size-full wp-image-621" title="วนอุทยานสักใหญ่3" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/data92.jpg" alt="วนอุทยานสักใหญ่3" width="487" height="365" /><p class="wp-caption-text">วนอุทยานสักใหญ่3</p></div>
<div id="attachment_620" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-620" title="วนอุทยานสักใหญ่2" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/data9.jpg" alt="วนอุทยานสักใหญ่2" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">วนอุทยานสักใหญ่2</p></div>
<div id="attachment_619" class="wp-caption aligncenter" style="width: 471px"><img class="size-full wp-image-619" title="วนอุทยานสักใหญ่1" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/1243500289.jpg" alt="วนอุทยานสักใหญ่1" width="461" height="346" /><p class="wp-caption-text">วนอุทยานสักใหญ่1</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/618/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/614</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/614#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 03:14:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กาฬสินธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[เขื่อนลำปาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=614</guid>
		<description><![CDATA[          เขื่อนลำปาว อยู่ห่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ประมาณ 36 กิโลเมตร เป็นเขื่อนดินสูงจากท้องน้ำ 33 เมตร สันเขื่อนยาว 7.8 กิโลเมตร สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2511 เพื่อปิดกั้นลำน้ำปาวและห้วยยางที่บ้านหนองสองห้อง ทำให้เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำแฝดทางด้าน เหนือเขื่อนจึงได้ขุดร่องเชื่อมระหว่างอ่างทั้งสอง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา มีสถานที่พักผ่อนหย่อยใจ ได้แก่ หาดดอกเกด ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสวรรค์ชายหาดของคนอีสาน
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>          เขื่อนลำปาว อยู่ห่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ประมาณ 36 กิโลเมตร เป็นเขื่อนดินสูงจากท้องน้ำ 33 เมตร สันเขื่อนยาว 7.8 กิโลเมตร สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2511 เพื่อปิดกั้นลำน้ำปาวและห้วยยางที่บ้านหนองสองห้อง ทำให้เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำแฝดทางด้าน เหนือเขื่อนจึงได้ขุดร่องเชื่อมระหว่างอ่างทั้งสอง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา มีสถานที่พักผ่อนหย่อยใจ ได้แก่ หาดดอกเกด ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสวรรค์ชายหาดของคนอีสาน</p>
<div id="attachment_616" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><img class="size-full wp-image-616" title="เขื่อนลำปาว2" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/lampaodam.jpg" alt="เขื่อนลำปาว2" width="600" height="450" /><p class="wp-caption-text">เขื่อนลำปาว2</p></div>
<div id="attachment_615" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-615" title="เขื่อนลำปาว" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/lampao-dam.gif" alt="เขื่อนลำปาว" width="400" height="279" /><p class="wp-caption-text">เขื่อนลำปาว</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/614/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/610</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/610#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 03:06:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มุกดาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สะพานมิตรภาพไทย-ลาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=610</guid>
		<description><![CDATA[       สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ตั้งอยู่ที่บ้านสงเปือย ตำบลบางไทรใหญ่ ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือ 7 กิโลเมตร โดยข้ามไปลงที่ บ้านนาแก เมืองคันทะบูลี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวแขวงสะหวันนะเขตไปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 โดยรูปแบบสะพานเป็นสะพานคอนกรีต 2 ช่องจราจร ผิวจราจรกว้าง 8 เมตร ไหล่ทางข้างละ 1.5 เมตร ความยาวสะพานทั้งสิ้น 2,702 เมตร
    สะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 2 นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเส้นทางขนส่ง เชื่อมโยงจากตะวันออกคือเมืองดานัง (เวียดนาม) ข้ามแม่น้ำโขงที่แขวงสะหวันนะเขต ต่อมายังมุกดาหาร และผ่านไปยังตะวันตกที่ชายแดนไทย-พม่า ที่อำเภอแม่สอด และเมืองเมียวดี และไปสิ้นสุดที่ เมืองมะละแหม่งของพม่า
    ในการเดินทางข้ามสะพานฯ จะต้องใช้บริการรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศเท่านั้น โดยค่าโดยสารท่านละ 45 บาท โดยฝั่งไทยจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเหยียบแผ่นดิน ส่วน สปป.ลาว มีการจัดเก็บดังนี้ หนังสือเดินทาง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>       <strong>สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2</strong> ตั้งอยู่ที่บ้านสงเปือย ตำบลบางไทรใหญ่ ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือ 7 กิโลเมตร โดยข้ามไปลงที่ บ้านนาแก เมืองคันทะบูลี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวแขวงสะหวันนะเขตไปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 โดยรูปแบบสะพานเป็นสะพานคอนกรีต 2 ช่องจราจร ผิวจราจรกว้าง 8 เมตร ไหล่ทางข้างละ 1.5 เมตร ความยาวสะพานทั้งสิ้น 2,702 เมตร</p>
<div id="attachment_612" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><img class="size-medium wp-image-612" title="สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 " src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/CK9-600x434.jpg" alt="สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 " width="600" height="434" /><p class="wp-caption-text">สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 </p></div>
<p>    สะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 2 นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเส้นทางขนส่ง เชื่อมโยงจากตะวันออกคือเมืองดานัง (เวียดนาม) ข้ามแม่น้ำโขงที่แขวงสะหวันนะเขต ต่อมายังมุกดาหาร และผ่านไปยังตะวันตกที่ชายแดนไทย-พม่า ที่อำเภอแม่สอด และเมืองเมียวดี และไปสิ้นสุดที่ เมืองมะละแหม่งของพม่า</p>
<div id="attachment_611" class="wp-caption aligncenter" style="width: 490px"><img class="size-full wp-image-611" title="สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 " src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/5500000.jpg" alt="สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 " width="480" height="283" /><p class="wp-caption-text">สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 </p></div>
<p>    ในการเดินทางข้ามสะพานฯ จะต้องใช้บริการรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศเท่านั้น โดยค่าโดยสารท่านละ 45 บาท โดยฝั่งไทยจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเหยียบแผ่นดิน ส่วน สปป.ลาว มีการจัดเก็บดังนี้ หนังสือเดินทาง (Passport) วันธรรมดา 20 บาท วันหยุด 40 บาท หนังสือผ่านแดน (Borderpass และ Temporary Borderpass) วันธรรมดา 50 บาท วันหยุด 100 บาท โดยมีจุดจอดรถโดยสารบริเวณเชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/610/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระธาตุก่องข้าวน้อย</title>
		<link>http://www.nookjung.com/travel/606</link>
		<comments>http://www.nookjung.com/travel/606#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 02:53:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ยโสธร]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[พระธาตุก่องข้าวน้อย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nookjung.com/travel/?p=606</guid>
		<description><![CDATA[พระธาตุก่องข้าวน้อย ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร
พระธาตุก่องข้าวน้อย เป็นเจดีย์เก่าสมัยขอม ตั้งอยู่ในทุ่งนา ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 9 กม. ไปตามทางหลวงหมายเลข 23 (ยโสธร-อุบลราชธานี) ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 194 เลี้ยวซ้ายไปอีก 1 กิโลเมตร
พระธาตุก่องข้าวน้อยเป็นเจดีย์เก่าสมัยขอม สร้างในพุทธศตวรรษที่ 23-25 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ในเขตวัดพระธาตุก่องข้าวน้อย ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงทุ่งนาในเขตตำบลตาดทอง พระธาตุก่องข้าวน้อยเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน รูปทรงแปลกไปจากเจดีย์โดยทั่วไป คือมีลักษณะเป็นก่องข้าว องค์พระธาตุเป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สาม ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 2 เมตร ก่อสูงขึ้นไปประมาณ 1 เมตร ช่วงกลางขององค์พระธาตุมีลวดลายทำเป็นซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ถัดจากช่วงนี้ไปเป็นส่วนยอดของเจดีย์ที่ค่อยๆ สอบเข้าหากัน ส่วนยอดรอบนอกของพระธาตุก่องข้าวน้อยมีกำแพงอิฐล้อมรอบขนาด 5&#215;5 เมตรนอกจากนี้บริเวณด้านหลังพระธาตุมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่งก่อด้วยอิฐ ชาวบ้านนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก และในเดือนห้าจะมีผู้คนนิยมมาสรงน้ำพระและปิดทอง ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ฝนจะแล้งในปีนั้น
พระธาตุก่องข้าวน้อยมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ซึ่งผิดไปจากปูชนียสถานแห่งอื่นๆ ที่มักเกี่ยวพันกับเรื่องพุทธศาสนา แต่ประวัติความเป็นมาของพระธาตุก่องข้าวน้อยกลับเป็นเรื่องของหนุ่มชาวนาที่ทำนาตั้งแต่เช้าจนเพล มารดาส่งข้าวสายเกิดหิวข้าวจนตาลาย อารมณ์ชั่ววูบทำให้เขากระทำมาตุฆาตด้วยสาเหตุเพียงว่าข้าวที่เอามาส่งดูจะน้อยไปไม่พอกิน ครั้นเมื่อกินข้าวอิ่มแล้ว ข้าวยังไม่หมดจึงได้สติคิดสำนึกผิดที่กระทำรุนแรงต่อมารดาของตนเองจนถึงแก่ความตาย จึงได้สร้างพระธาตุก่องข้าวน้อยแห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลขออโหสิกรรมและล้างบาปที่ตนกระทำมาตุฆาต
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระธาตุก่องข้าวน้อย ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร</p>
<p>พระธาตุก่องข้าวน้อย เป็นเจดีย์เก่าสมัยขอม ตั้งอยู่ในทุ่งนา ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 9 กม. ไปตามทางหลวงหมายเลข 23 (ยโสธร-อุบลราชธานี) ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 194 เลี้ยวซ้ายไปอีก 1 กิโลเมตร<br />
พระธาตุก่องข้าวน้อยเป็นเจดีย์เก่าสมัยขอม สร้างในพุทธศตวรรษที่ 23-25 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ในเขตวัดพระธาตุก่องข้าวน้อย ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงทุ่งนาในเขตตำบลตาดทอง พระธาตุก่องข้าวน้อยเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน รูปทรงแปลกไปจากเจดีย์โดยทั่วไป คือมีลักษณะเป็นก่องข้าว องค์พระธาตุเป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สาม ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 2 เมตร ก่อสูงขึ้นไปประมาณ 1 เมตร ช่วงกลางขององค์พระธาตุมีลวดลายทำเป็นซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ถัดจากช่วงนี้ไปเป็นส่วนยอดของเจดีย์ที่ค่อยๆ สอบเข้าหากัน ส่วนยอดรอบนอกของพระธาตุก่องข้าวน้อยมีกำแพงอิฐล้อมรอบขนาด 5&#215;5 เมตรนอกจากนี้บริเวณด้านหลังพระธาตุมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่งก่อด้วยอิฐ ชาวบ้านนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก และในเดือนห้าจะมีผู้คนนิยมมาสรงน้ำพระและปิดทอง ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ฝนจะแล้งในปีนั้น<br />
พระธาตุก่องข้าวน้อยมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ซึ่งผิดไปจากปูชนียสถานแห่งอื่นๆ ที่มักเกี่ยวพันกับเรื่องพุทธศาสนา แต่ประวัติความเป็นมาของพระธาตุก่องข้าวน้อยกลับเป็นเรื่องของหนุ่มชาวนาที่ทำนาตั้งแต่เช้าจนเพล มารดาส่งข้าวสายเกิดหิวข้าวจนตาลาย อารมณ์ชั่ววูบทำให้เขากระทำมาตุฆาตด้วยสาเหตุเพียงว่าข้าวที่เอามาส่งดูจะน้อยไปไม่พอกิน ครั้นเมื่อกินข้าวอิ่มแล้ว ข้าวยังไม่หมดจึงได้สติคิดสำนึกผิดที่กระทำรุนแรงต่อมารดาของตนเองจนถึงแก่ความตาย จึงได้สร้างพระธาตุก่องข้าวน้อยแห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลขออโหสิกรรมและล้างบาปที่ตนกระทำมาตุฆาต</p>
<div id="attachment_608" class="wp-caption aligncenter" style="width: 535px"><img class="size-full wp-image-608" title="พระธาตุก่องข้าวน้อย" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/1254.jpg" alt="พระธาตุก่องข้าวน้อย" width="525" height="700" /><p class="wp-caption-text">พระธาตุก่องข้าวน้อย</p></div>
<div id="attachment_607" class="wp-caption aligncenter" style="width: 710px"><img class="size-full wp-image-607" title="พระธาตุก่องข้าวน้อย" src="http://www.nookjung.com/travel/wp-content/uploads/2011/05/125440.jpg" alt="พระธาตุก่องข้าวน้อย" width="700" height="525" /><p class="wp-caption-text">พระธาตุก่องข้าวน้อย</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nookjung.com/travel/606/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

